ขนาด ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส สำหรับบ้านทั่วไปใช้ 12-18 ช่องก็พอ ส่วนร้านค้าและสำนักงานเลือก 24-30 ช่อง โรงงานควรใช้ 30-42 ช่อง และถ้าเกิน 160 kVA ให้แบ่งเป็นหลายตู้ย่อย และต้องเผื่อโหลดอนาคต 25-30% เสมอ
ถ้าคุณกำลังจะติดตั้งระบบไฟฟ้า 3 เฟสใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือโรงงาน คำถามแรกที่มักจะเจอคือ “ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสควรเลือกกี่ช่อง?” เพราะถ้าเลือกเล็กไป พอจะเพิ่มวงจรในอนาคตก็ไม่มีที่ใส่ แต่ถ้าเลือกใหญ่เกินไปก็เปลืองงบ
บทความนี้ CSK Power Technology ในฐานะผู้ติดตั้งระบบไฟฟ้ามากว่า 20 ปี จะพาคุณไปดูว่า ขนาดตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส มีกี่แบบ วิธีเลือก และสูตรคำนวณแบบง่าย ๆ ที่เจ้าของบ้านและโรงงานตัดสินใจเองได้
ขนาด ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส มีอะไรบ้าง
ขนาด ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสมาตรฐานที่ขายในไทย มีตั้งแต่ 12 ช่อง ถึง 42 ช่อง โดยนับจากจำนวนช่องของเบรกเกอร์ย่อย (Branch Circuit) ที่ใส่ได้ในตู้ ยิ่งช่องเยอะ ก็ยิ่งรับวงจรได้มากและรองรับโหลดใหญ่ได้ดีกว่า
แต่ละขนาดจะมาพร้อมกับพิกัดกระแสของ Main Breaker ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องดูควบคู่กันเสมอ ไม่ใช่ว่าเลือกช่องเยอะแล้วจะรองรับโหลดใหญ่อัตโนมัติ เพราะ Main Breaker ต่างหากที่กำหนดว่าตู้ใบนี้รับกระแสสูงสุดได้เท่าไร
จุดสำคัญ: ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสที่นิยมใช้ในไทยมี 6 ขนาดหลัก คือ 12, 18, 24, 30, 36 และ 42 ช่อง บ้านพักอาศัยส่วนใหญ่ใช้ 12-18 ช่อง ร้านค้า/สำนักงานใช้ 24-30 ช่อง ส่วนโรงงานใช้ตั้งแต่ 36 ช่องขึ้นไป
ตารางเทียบขนาดตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส
ตารางด้านล่างสรุปขนาดตู้โหลด 3 เฟสที่นิยมใช้ พร้อมพิกัด Main Breaker ที่เหมาะสมและประเภทอาคารที่แนะนำ จะช่วยให้คุณเทียบตัวเลือกได้เร็วขึ้นก่อนตัดสินใจ
| จำนวนช่อง | Main Breaker ที่แนะนำ | โหลดสูงสุดโดยประมาณ | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| 12 ช่อง | 50-100 A | 20-35 kVA | บ้านเดี่ยวขนาดเล็ก, ออฟฟิศขนาดเล็ก |
| 18 ช่อง | 100-125 A | 35-50 kVA | บ้านเดี่ยว 3 เฟส, ทาวน์โฮมขนาดใหญ่ |
| 24 ช่อง | 125-160 A | 50-65 kVA | ร้านอาหาร, สำนักงานกลาง, อพาร์ตเมนต์ |
| 30 ช่อง | 160-200 A | 65-80 kVA | ร้านค้าขนาดใหญ่, คลินิก, โรงงานขนาดเล็ก |
| 36 ช่อง | 200-250 A | 80-100 kVA | โรงงานขนาดเล็ก-กลาง, โกดัง |
| 42 ช่อง | 250-400 A | 100-160 kVA | โรงงาน, อาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ |
ถ้าโหลดเกิน 160 kVA แนะนำให้แบ่งเป็น หลายตู้ย่อย (Sub Distribution Board) ไม่ใช่ใช้ตู้ใหญ่ตู้เดียว เพราะจะบำรุงรักษายากและเสี่ยงต่อการเกิด Hot Spot ภายในตู้
วิธีคำนวณ ขนาด ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสที่เหมาะกับคุณ
การคำนวณขนาดตู้โหลด 3 เฟส ไม่ได้ดูแค่จำนวนห้องหรือพื้นที่ แต่ต้องดู โหลดรวมจริง (Total Connected Load) ของอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดที่จะใช้ แล้วแปลงเป็นกระแสเพื่อเลือกขนาด Main Breaker ให้เหมาะสม
พอรู้ค่ากระแสแล้ว จำนวนช่องก็จะตามมาเอง เพราะแต่ละวงจรย่อยต้องมีเบรกเกอร์ 1 ตัว โดยทั่วไปตู้ 3 เฟสจะนับเป็น 3 ช่องต่อ 1 วงจรแบบ 3 เฟส หรือ 1 ช่องต่อ 1 วงจรแบบ 1 เฟส

1. สูตรคำนวณกระแสโหลด 3 เฟส
สูตรคำนวณกระแสโหลด 3 เฟสที่ใช้จริงคือ I = Total Load ÷ (√3 × V × PF) โดย I คือกระแส (แอมป์), Total Load คือโหลดรวม (วัตต์), V คือแรงดัน (380 V ในไทย) และ PF คือ Power Factor (โดยทั่วไปใช้ 0.85)
จากสูตรนี้ คุณจะได้ค่ากระแสโหลดเต็มที่ (Full Load Current) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้เลือกขนาด Main Breaker ของตู้โหลด โดยต้องบวกเผื่ออีก 25% เพื่อความปลอดภัยตามมาตรฐาน วสท.
2. ตัวอย่างคำนวณสำหรับโรงงาน 100 kVA
ถ้าโรงงานของคุณมีโหลดรวม 100 kVA (เท่ากับประมาณ 85 kW ที่ PF 0.85) ใช้ไฟ 3 เฟส 380 V สูตรจะเป็น I = 85,000 ÷ (1.732 × 380 × 0.85) = 152 A ซึ่งเมื่อบวกเผื่อ 25% จะได้ประมาณ 190 A
หมายความว่าคุณควรเลือก Main Breaker 200 A พร้อมตู้โหลดขนาด 30-36 ช่อง เพื่อให้มีช่องเผื่อสำหรับวงจรย่อย เช่น มอเตอร์ เครื่องจักร ไฟฟ้าแสงสว่าง แอร์ และปลั๊กทั่วไป
3. ตัวอย่างคำนวณสำหรับอาคารพาณิชย์ 50 kVA
อาคารพาณิชย์ขนาดกลาง เช่น ร้านอาหาร 3 ชั้น ที่ใช้โหลดประมาณ 50 kVA คำนวณได้ I = 42,500 ÷ (1.732 × 380 × 0.85) = 76 A บวกเผื่อ 25% จะได้ประมาณ 95 A
ในกรณีนี้ Main Breaker 100 A กับตู้โหลด 18-24 ช่อง จะรองรับได้สบาย เพราะร้านอาหารมักต้องการวงจรแยกสำหรับครัว ห้องเย็น เครื่องปรับอากาศ และไฟส่องสว่างที่หลายวงจร
4. เผื่อโหลดอนาคตอย่างน้อย 25-30%
หลักการสำคัญที่วิศวกรไฟฟ้ามักย้ำเสมอคือ ห้ามเลือกตู้โหลดที่ใช้เต็มพิกัดตั้งแต่วันแรก เพราะในอนาคตอาจมีการเพิ่มเครื่องจักร เพิ่มแอร์ หรือขยายพื้นที่ ซึ่งจำเป็นต้องมีช่องว่างไว้รองรับ
มาตรฐานที่ CSK ใช้ออกแบบคือ เผื่อช่องว่างอย่างน้อย 25-30% เช่น ถ้าคำนวณได้ว่าต้องใช้ 18 ช่อง ก็ควรเลือกตู้ 24 ช่อง เพื่อให้มีพื้นที่ขยายได้ในอนาคตโดยไม่ต้องเปลี่ยนตู้ใหม่ทั้งใบ
Tips: ถ้าไม่แน่ใจว่าโหลดอนาคตจะมีแค่ไหน ให้เลือกตู้ที่ใหญ่ขึ้น 1 ขนาด เช่น คำนวณได้ 18 ช่อง → เลือก 24 ช่อง ค่าส่วนต่างไม่เยอะ แต่ประหยัดเงินระยะยาวได้มาก เพราะไม่ต้องเปลี่ยนตู้ใหม่
เลือกกี่ช่องดี คู่มือตัดสินใจตามประเภทอาคาร

ถ้ายังไม่ได้คำนวณโหลดจริง ตารางและคำแนะนำด้านล่างจะช่วยให้คุณตัดสินใจเบื้องต้นได้จากประเภทของอาคาร เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นก่อนเข้าสู่การออกแบบจริง
ข้อมูลนี้มาจากประสบการณ์ติดตั้งจริงของทีมช่างและวิศวกร CSK ที่เคยทำมาหลากหลายประเภทอาคาร ตั้งแต่บ้านพักอาศัยไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
1. บ้านเดี่ยว 3 เฟส เลือก 12-18 ช่อง
บ้านเดี่ยวที่ติด 3 เฟส มักมีพื้นที่ 150-300 ตร.ม. มีห้องน้ำ 2-3 ห้อง แอร์ 3-5 เครื่อง และเครื่องทำน้ำอุ่น ตู้โหลด 12 ช่องพอสำหรับบ้านเล็ก-กลาง ส่วน 18 ช่องเหมาะกับบ้านใหญ่ ที่ต้องการวงจรแยกเยอะ
ข้อแนะนำคือ ถ้าวางแผนจะติดโซลาร์เซลล์ รถ EV หรือสระว่ายน้ำในอนาคต ให้เผื่อเป็น 18 ช่องไปเลย เพราะการขยายตู้กลางทางจะยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มไม่น้อย
2. ทาวน์โฮมและอพาร์ตเมนต์ 3 เฟส เลือก 18-24 ช่อง
ทาวน์โฮม 3-4 ชั้น หรืออพาร์ตเมนต์ขนาดเล็กที่ใช้ไฟ 3 เฟสรวม มักมีโหลดใกล้เคียงกับบ้านใหญ่ แต่ต้องการวงจรย่อยมากกว่า ตู้ 18-24 ช่องมักเป็นตัวเลือกที่พอดี กับจำนวนห้องและเครื่องใช้ไฟฟ้า
ถ้าเป็นอพาร์ตเมนต์ที่ปล่อยเช่า แนะนำให้ใช้ 24 ช่องขึ้นไป เพราะแต่ละห้องต้องมีเบรกเกอร์แยก และต้องมีช่องสำหรับพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ไฟทางเดิน ลิฟต์ และปั๊มน้ำ
3. ร้านค้า สำนักงาน คลินิก เลือก 24-30 ช่อง
ร้านค้าและสำนักงานที่มีพนักงานมากกว่า 10 คน หรือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญ เช่น แอร์รวม เครื่องทำกาแฟ ตู้แช่ ควรเลือก 24-30 ช่อง เพื่อแยกวงจรแต่ละโซนได้อย่างเป็นระบบ
การแยกวงจรอย่างดีมีข้อดีคือเวลาเกิดปัญหา สามารถปิดวงจรที่มีปัญหาได้โดยไม่กระทบโซนอื่น ธุรกิจไม่ต้องหยุดทำงานทั้งร้าน ลูกค้าไม่เดือดร้อน
4. โรงงานขนาดเล็ก-กลาง เลือก 30-42 ช่อง
โรงงานที่มีโหลด 60-160 kVA เช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วน โรงกลึง หรือห้องเย็น มักต้องใช้ตู้ 30-42 ช่อง เพราะต้องแยกวงจรสำหรับมอเตอร์ เครื่องจักร ระบบอัดอากาศ และระบบไฟส่องสว่างโรงงาน
โรงงานที่ใช้มอเตอร์ขนาดใหญ่ ควรจัดตู้ย่อยแยกสำหรับมอเตอร์โดยเฉพาะ เพราะกระแส Inrush Current ของมอเตอร์อาจทำให้ Main Breaker ตัดได้ถ้าต่อรวมกับวงจรอื่น
5. โรงงานขนาดใหญ่ แบ่งเป็นหลายตู้ย่อย
ถ้าโหลดเกิน 160 kVA แนะนำให้ออกแบบระบบเป็น Main Distribution Board (MDB) + Sub Distribution Board (SDB) หลายใบ แทนการใช้ตู้เดียว 42 ช่อง เพราะจะแบ่งโหลดได้สมดุลกว่าและซ่อมบำรุงสะดวก
การออกแบบนี้ต้องทำ Single Line Diagram (SLD) โดยวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาต (กว.) เพื่อให้ระบบปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐาน วสท. การไฟฟ้าฯ
วัสดุและมาตรฐาน IP ที่ควรเลือก
นอกจากจำนวนช่องและพิกัดกระแส สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ระดับการป้องกัน (IP Rating) และวัสดุของตู้ ซึ่งมีผลต่ออายุการใช้งานและความปลอดภัยในระยะยาวมาก
การเลือก IP Rating ไม่ถูกต้องกับสภาพแวดล้อม อาจทำให้ตู้เสียหายจากฝุ่น น้ำ หรือความชื้น แล้วลุกลามเป็นไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟรั่วได้ในที่สุด
1. IP30 – สำหรับพื้นที่ในร่ม แห้ง สะอาด
ตู้โหลด IP30 กันของแข็งขนาดเล็กได้ แต่ไม่กันน้ำ เหมาะกับ ห้องควบคุมไฟฟ้าในอาคาร ห้องเครื่อง ออฟฟิศ ที่ไม่มีฝุ่นมากและไม่โดนน้ำ เป็นตัวเลือกประหยัดสำหรับพื้นที่ปกติ
ไม่แนะนำให้ใช้ในโรงงานที่มีฝุ่นเยอะ ลานจอดรถ หรือพื้นที่กลางแจ้ง เพราะฝุ่นสะสมในตู้นานไป จะทำให้เบรกเกอร์ร้อนเกินและอาจเกิดอาร์คภายในได้
2. IP42 – กันฝุ่น ละอองน้ำเล็กน้อย
IP42 กันวัตถุเล็กระดับ 1 มม. และละอองน้ำในมุมเอียง เหมาะกับ ห้องไฟฟ้าในโรงงาน ห้องเครื่องจักรที่มีฝุ่นปานกลาง ถือเป็นมาตรฐานที่ใช้บ่อยในอาคารอุตสาหกรรม
3. IP54 – กันฝุ่นและน้ำกระเด็น
IP54 เหมาะกับ พื้นที่กึ่งนอกอาคาร โรงจอดรถ โรงรถ ห้องเครื่องที่มีความชื้น หรือที่ที่มีน้ำกระเด็นจากการล้างพื้น นิยมใช้กับตู้โหลดในโรงงานอาหารและเครื่องดื่ม
4. IP65 – กันฝุ่นสมบูรณ์ กันน้ำฉีดได้
IP65 เป็นระดับสูงสำหรับ ใช้งานกลางแจ้ง ตู้บนหลังคา หรือในโรงงานที่มีการล้างพื้นด้วยน้ำแรงดันสูง ตู้ระดับนี้จะแพงกว่า แต่ให้ความมั่นใจกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรง
ข้อควรระวัง: ตู้โหลด IP30 ห้ามติดตั้งกลางแจ้งหรือในพื้นที่ที่โดนน้ำเด็ดขาด แม้จะดูว่าหลบหลังคาแล้วก็ตาม เพราะฝนสาดอาจทำให้ตู้เสียหายและเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้
มาตรฐานวัสดุและโครงสร้างตู้ที่ควรเลือก
นอกจาก IP Rating ตัวตู้ควรผลิตตามมาตรฐาน มอก. 4-2550 หรือ IEC 61439 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับตู้สวิตช์บอร์ดไฟฟ้าแรงต่ำ วัสดุที่นิยมคือแผ่นเหล็กเคลือบซิงค์พ่นสีฝุ่น ความหนา 1.2-2.0 มม. เพราะทนการใช้งานระยะยาว
สำหรับสภาพแวดล้อมที่มีไอเกลือหรือสารเคมี เช่น โรงงานอาหารทะเล อาจเลือก ตู้สเตนเลส 304 หรือ 316 ที่ทนการกัดกร่อนได้ดีกว่าเหล็กทั่วไปอย่างชัดเจน
สรุป
การเลือก ขนาด ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส ที่เหมาะสม ต้องดู 3 เรื่องคือ จำนวนช่องที่รองรับวงจรย่อย พิกัด Main Breaker ที่รองรับโหลด และ IP Rating ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อม สำหรับบ้านทั่วไปใช้ 12-18 ช่องก็พอ ส่วนร้านค้าและสำนักงานเลือก 24-30 ช่อง โรงงานควรใช้ 30-42 ช่อง และถ้าเกิน 160 kVA ให้แบ่งเป็นหลายตู้ย่อย
อย่าลืมเผื่อโหลดอนาคต 25-30% เสมอ เพราะการเปลี่ยนตู้ทีหลังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเลือกตู้ใหญ่ขึ้นหนึ่งขนาดตั้งแต่แรกมาก ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้ปรึกษาวิศวกรก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของคุณใช้งานได้ยาวนานและปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: ตู้โหลด 3 เฟส 24 ช่องใช้ในโรงงานได้ไหม?
A: ใช้ได้ถ้าโหลดรวมไม่เกิน 65 kVA และมีวงจรย่อยไม่เกิน 20 วงจร แต่ถ้าโรงงานมีมอเตอร์ขนาดใหญ่หรือเครื่องจักรหนัก แนะนำ 30 ช่องขึ้นไปเพื่อเผื่อวงจรแยกและช่องสำรอง
Q2: เพิ่มจำนวนช่องในตู้โหลดภายหลังได้หรือไม่?
A: ทำได้ยาก เพราะโครงตู้ถูกออกแบบมาตายตัว วิธีแก้ที่ถูกต้องคือติดตั้งตู้ย่อยเพิ่ม (Sub DB) ต่อจากตู้เดิม ซึ่งสะดวกและปลอดภัยกว่าการดัดแปลงตู้เดิม
Q3: ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสราคาเริ่มต้นประมาณเท่าไร?
A: ตู้เปล่าขนาด 12 ช่อง เริ่มต้นประมาณ 3,000-5,000 บาท ส่วนตู้ครบชุดพร้อม Main Breaker และ Branch Breaker จะเริ่มที่ประมาณ 15,000-25,000 บาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและสเปก
Q4: ตู้โหลด 3 เฟสใช้แทนตู้ 1 เฟสได้ไหม?
A: ใช้ได้ โดยต่อ Neutral และ 1 เฟสเข้าวงจรที่ต้องการ แต่ไม่คุ้ม เพราะตู้ 3 เฟสราคาสูงกว่า และถ้าใช้แค่ 1 เฟสจะไม่ได้ประโยชน์จากการกระจายโหลด ควรใช้ตามระบบจริงของอาคาร
Q5: ตู้โหลดเซ็นเตอร์ต้องมีกราวด์ไหม?
A: จำเป็นต้องมี และต้องต่อกราวด์แยกเป็น Ground Bar ในตู้เสมอ เพื่อความปลอดภัยตามมาตรฐาน วสท. ถ้าไม่มีกราวด์ เมื่อเกิดไฟรั่ว ไฟฟ้าจะหลบเลี่ยงระบบป้องกันและอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้
หลายคนเจอปัญหาคือ ซื้อตู้โหลดมาเองแล้วติดตั้งไม่ได้ เพราะไม่ตรงกับพิกัดโหลดจริง หรือเบรกเกอร์ย่อยไม่เข้ากับตู้ CSK จึงแนะนำให้ผ่านกระบวนการออกแบบก่อนสั่งซื้อเสมอ
หากคุณสนใจติดตั้งตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสกับทีมวิศวกรมืออาชีพ ปรึกษา CSK Power Technology ฟรี
ทีมวิศวกรและช่างของ CSK มีประสบการณ์ออกแบบและติดตั้งตู้ MDB/DB มากว่า 20 ปี พร้อมวิศวกรไฟฟ้าใบอนุญาต (กว.) ให้คำปรึกษาตั้งแต่การคำนวณโหลด ออกแบบ SLD จนถึงการติดตั้งและตรวจสอบ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของคุณปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐาน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ งานติดตั้ง ตู้เมนไฟฟ้า
☎️ Tel: 02-583-1441, 065-239-4655
🟢 Line: @cskpower
📬 Email: csk.powertech.office@gmail.com
📘 Facebook: ซีเอสเค เพาเวอร์ เทคโนโลยี จำกัด