บริภัณฑ์ไฟฟ้า คืออุปกรณ์ที่ใช้ในระบบไฟฟ้าของอาคาร และโรงงาน ที่ทำหน้าที่จ่าย ควบคุม ป้องกัน และรับไฟฟ้า ตามมาตรฐาน วสท. (วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย) แบ่งออกเป็น 3 ระดับตามแรงดันไฟฟ้า ได้แก่ ไฟฟ้าแรงสูง (HV) สูงกว่า 36 kV, ไฟฟ้าแรงปานกลาง (MV) 1-36 kV และไฟฟ้าแรงต่ำ (LV) ต่ำกว่า 1 kV
บทความนี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริภัณฑ์ไฟฟ้า ตั้งแต่ประเภท การใช้งาน ระดับแรงดันไฟฟ้า ไปจนถึงมาตรฐานสำคัญที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้เลือกใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
บริภัณฑ์ไฟฟ้าคืออะไร ติดตั้งไว้ที่ไหนบ้าง
บริภัณฑ์ไฟฟ้า (Electrical Equipment) คืออุปกรณ์ทุกอย่างที่ติดตั้งระหว่างหม้อแปลงไฟฟ้าของการไฟฟ้าไปจนถึงจุดใช้งานปลายทางอาคารหรือโรงงาน มีหน้าที่ 4 อย่างคือ จ่ายไฟฟ้า, ควบคุมไฟฟ้า, ป้องกันอันตราย, และตรวจวัดค่าไฟฟ้า
ไม่ใช่ทุกอุปกรณ์ไฟฟ้าจะถือเป็นบริภัณฑ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าใช้ในบ้านอย่างพัดลม หรือตู้เย็นไม่ถือเป็น บริภัณฑ์ไฟฟ้า ตามนิยามของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ วสท. แต่ถือเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้า (Appliances) ซึ่งมีมาตรฐาน และการตรวจรับรองแยกจากกัน

จุดสำคัญ:
งานติดตั้งบริภัณฑ์ไฟฟ้าตั้งแต่ระดับ HV ยัง LV ต้องให้วิศวกร กว. ไฟฟ้า รับรองแบบและลงนามรับรองตามกฎหมายกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2554 ถ้างานไม่ผ่านวิศวกรไฟฟ้า ไม่สามารถขอมิเตอร์จาก กฟน./กฟภ. ได้
บริภัณฑ์ไฟฟ้ามีกี่ประเภท แบ่งตามระดับแรงดัน
บริภัณฑ์ไฟฟ้าสามารถแบ่งตามระดับแรงดันของระบบได้ 3 ระดับหลัก โดยแต่ละระดับมีข้อกำหนดด้านอุปกรณ์ การติดตั้ง มาตรฐานความปลอดภัย และคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. บริภัณฑ์ไฟฟ้าแรงสูง (HV Equipment) – สูงกว่า 36 kV
พบได้ในสถานีไฟฟ้าย่อย สายส่งของการไฟฟ้า และระบบจ่ายไฟขนาดใหญ่ ระดับ 69 kV, 115 kV และ 230 kV อุปกรณ์หลักได้แก่
- หม้อแปลงกำลังขนาดใหญ่ (Power Transformer)
- GIS Switchgear
- เซอร์กิตเบรกเกอร์แรงสูง
- ลูกถ้วยฟิวส์ (Drop Out Fuse)
- กับดักฟ้าผ่า (Lightning Arrester)
- CT/PT แรงสูง
งานติดตั้ง และบำรุงต้องใช้วิศวกรไฟฟ้า ระดับภาคีวุฒิสามัญขึ้นไป ต้องระยะปลอดภัย (Safety Distance) มากกว่าระดับอื่น และต้องตรวจวัดค่าประจำตามรอบที่ กฟน./กฟภ. กำหนด
2. บริภัณฑ์ไฟฟ้าแรงปานกลาง (MV Equipment) – 1 kV ถึง 36 kV
ระดับแรงดันที่พบมากที่สุดในไทย ไฟฟ้าจากสถานีย่อยมารองลงมาที่ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ระดับ 11 kV, 22 kV, 24 kV และ 33 kV พบได้ในหม้อแปลงของโรงงาน อาคารขนาดใหญ่ อุปกรณ์หลัก ได้แก่
- หม้อแปลงจ่าย (Distribution Transformer)
- MV Switchgear
- Vacuum Circuit Breaker (VCB)
- Load Break Switch (LBS)
- Ring Main Unit (RMU)
- Disconnector
3. บริภัณฑ์ไฟฟ้าแรงต่ำ (LV Equipment) – ต่ำกว่า 1 kV
ป็นบริภัณฑ์ไฟฟ้าที่พบได้บ่อยที่สุดในบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป โดยใช้งานในระบบแรงดัน 220V/380V หรือไม่เกิน 1 kV อุปกรณ์ในกลุ่มนี้ใช้สำหรับรับ-จ่าย ควบคุม และป้องกันระบบไฟฟ้าภายในอาคาร อุปกรณ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ตู้เมนไฟฟ้า (MDB)
- ตู้ย่อย (DB)
- Panelboard
- MCB
- MCCB
- ACB
- RCD
- มิเตอร์ไฟฟ้า
- Capacitor Bank
- Busway
- สายไฟ (Cable)
ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่างไฟฟ้า และวิศวกรใช้งานเป็นประจำในระบบไฟฟ้าแรงต่ำ.
อุปกรณ์สำคัญ 4 กลุ่มของบริภัณฑ์ไฟฟ้า
นอกจากแบ่งตามแรงดันไฟฟ้า บริภัณฑ์ไฟฟ้ายังแบ่งตามหน้าที่การทำงานได้ 4 กลุ่มหลัก ที่งานติดตั้งระบบไฟฟ้าทุกโครงการต้องประกอบด้วยกัน ดังนี้
กลุ่มที่ 1 – อุปกรณ์จ่ายไฟฟ้า (Distribution)
อุปกรณ์ในกลุ่มนี้ประกอบด้วยบริภัณฑ์ที่ทำหน้าที่รับ และกระจายพลังงานไฟฟ้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของระบบ ได้แก่
- หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) – ลดแรงดันจาก 22 kV มาเป็น 400V/230V
- Busway และ Busbar – จ่ายกระแสสูงไปยังตู้ต่างๆ
- ตู้ MDB (Main Distribution Board) และตู้ DB (Distribution Board)
- สายไฟ สายเคเบิล ชนิดต่างๆ ตามขนาดกระแสที่รองรับ

กลุ่มที่ 2 – อุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้า (Control)
อุปกรณ์ในกลุ่มนี้ใช้สำหรับสั่งงาน ควบคุม และตัดต่อวงจรไฟฟ้า เพื่อให้ระบบไฟฟ้าและเครื่องจักรทำงานได้ตามต้องการ โดยอุปกรณ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่
- MCB (Miniature Circuit Breaker) – เบรกเกอร์ขนาดเล็กในบ้าน
- MCCB (Molded Case Circuit Breaker) – สำหรับระบบ 100-2,500A
- ACB (Air Circuit Breaker) – สำหรับระบบขนาดใหญ่ 800-6,300A
- Magnetic Contactor และ Overload Relay – ควบคุมมอเตอร์
- Soft Starter และ VFD (Variable Frequency Drive)
- Push Button, Selector Switch, Indicator Light
กลุ่มที่ 3 – อุปกรณ์ป้องกันอันตราย (Protection)
อุปกรณ์ในกลุ่มนี้มีหน้าที่ตรวจจับความผิดปกติ และตัดวงจร เพื่อป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า ลดความเสี่ยงไฟไหม้ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน โดยอุปกรณ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ฟิวส์ (Fuse) – ตัดไฟเมื่อกระแสเกินพิกัด
- Protective Relay และ Differential Relay
- RCD/RCCB – ตัดไฟเมื่อไฟรั่วลงดิน
- Surge Protection Device (SPD) – ป้องกัน Surge จากฟ้าผ่า
- ระบบล่อฟ้า (Lightning Protection) และระบบ Grounding
- Earth Leakage Relay
กลุ่มที่ 4 – อุปกรณ์ตรวจวัดค่าไฟฟ้า (Measurement)
อุปกรณ์ในกลุ่มนี้ใช้สำหรับวัด แสดงผล และบันทึกข้อมูลทางไฟฟ้า เพื่อเฝ้าระวังประสิทธิภาพการทำงานของระบบ วิเคราะห์การใช้พลังงาน และตรวจสอบความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น โดยอุปกรณ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่
- มิเตอร์ไฟฟ้า (Energy Meter) – ใช้วัดพลังงานไฟฟ้าที่ใช้สำหรับการคิดค่าไฟของ กฟน. และ กฟภ.
- Power Meter – วัดและแสดงค่าทางไฟฟ้า เช่น V, I, kW, kVA, kVAR, PF และ Harmonics
- Ammeter และ Voltmeter – ใช้วัดค่ากระแสและแรงดันไฟฟ้า ทั้งแบบ Analog และ Digital

มาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การติดตั้งบริภัณฑ์ไฟฟ้าต้องเป็นไปตามมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการใช้งานระบบไฟฟ้าอย่างถูกต้อง โดยมีมาตรฐานสำคัญดังนี้
มาตรฐาน วสท. (วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย)
เป็นมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ และติดตั้งระบบไฟฟ้า ครอบคลุมการเลือกอุปกรณ์ ขนาดสายไฟ ระบบป้องกัน และระบบสายดิน เพื่อให้การติดตั้งมีความปลอดภัยและเป็นไปตามหลักวิศวกรรม
มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม)
อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้งานในประเทศไทยหลายประเภท ต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐาน มอก. เพื่อให้มั่นใจในด้านความปลอดภัย คุณภาพ และความเหมาะสมต่อการใช้งานในระบบไฟฟ้า
พระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542
งานระบบไฟฟ้าบางประเภทจัดเป็นงานวิศวกรรมควบคุม ซึ่งต้องดำเนินการโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (กว.) ตามที่กฎหมายกำหนด
กฎหมายและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในโรงงาน
โรงงาน และสถานประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้า รวมถึงการตรวจสอบ บำรุงรักษา และจัดทำเอกสารรับรองระบบไฟฟ้าตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข้อควรระวัง:
หากติดตั้งบริภัณฑ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน บริษัทประกันมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่จ่ายสินไหมทดแทน เมื่อเกิดไฟไหม้หรืออุบัติเหตุ อีกทั้งลูกจ้างหรือผู้รับเหมาสามารถฟ้องร้องตามงบประมาณได้ ถ้ารู้ว่าบริภัณฑ์ไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐาน
สรุป
บริภัณฑ์ไฟฟ้า คืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับจ่าย ควบคุม ป้องกัน และตรวจวัดการทำงานของระบบไฟฟ้า ตั้งแต่ระบบแรงสูง (HV) แรงปานกลาง (MV) ไปจนถึงแรงต่ำ (LV) โดยการเลือกใช้อุปกรณ์แต่ละประเภทต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับระดับแรงดัน ลักษณะการใช้งาน และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากการเลือกบริภัณฑ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานแล้ว การออกแบบ ติดตั้ง และตรวจสอบโดยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญยังเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าขัดข้อง และรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
FAQ
Q1: บริภัณฑ์ไฟฟ้าต้องมี มอก. ทุกชิ้นหรือไม่?
A: ไม่ทั้งหมด มีเฉพาะอุปกรณ์บางชนิดที่ต้องผ่าน มอก. บังคับตามกฎหมาย เช่น MCB, สายไฟ PVC, ฟิวส์แรงสูง ส่วนอุปกรณ์ระดับ Industrial หรือนำเข้าอาจมีมาตรฐาน IEC หรือ UL ประทับตราได้
Q2: ต้องให้วิศวกร กว. ออกแบบและตรวจรับรองระบบไฟฟ้าใช่ไหม?
A: ใช่ ตามกฎกระทรวงอุตสาหกรรม ระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ตั้งแต่ 12 kV ขึ้นไป หรือตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์) ต้องมีวิศวกร กว. ไฟฟ้า ระดับภาคีขึ้นไป รับรองแบบและลงนาม จัดทำรายงาน ปจ.1 ประจำปี
Q3: บริภัณฑ์ไฟฟ้า กับ เครื่องใช้ไฟฟ้า ต่างกันอย่างไร?
A: บริภัณฑ์ คืออุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ถาวรในระบบ (ตู้ไฟ, หม้อแปลง, สายไฟ, สวิตช์) ส่วนเครื่องใช้ไฟ (Appliances) คืออุปกรณ์ปลายทางที่รับไฟไปใช้ (ตู้เย็น, มอเตอร์, หลอดไฟ) มาตรฐานต่างกัน
Q4: ขนาดของ MCB และ MCCB ต่างกันอย่างไร?
A: MCB (Miniature) สำหรับบ้าน/อาคารขนาด 6-63A ระบบ 1 เฟส ราคาบาทละร้อยไปพัน ส่วน MCCB (Molded Case) สำหรับโรงงานขนาด 100-2,500A ระบบ 3 เฟส ราคาบาทหนึ่งหมื่นถึงหลายหมื่น
Q5: ระบบไฟฟ้าบ้านต้องติด RCD ไหม?
A: ต้อง ตามมาตรฐาน วสท. บ้านพักอาศัยที่มีปลั๊กไฟจริงที่จ่ายไฟให้พื้นที่ชื้น เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ต้องมี RCD ขนาด 30 mA ป้องกันไฟรั่ว และบ้านหลังใหม่ต้องมี RCD ติดตั้งทุกหลัง
หากคุณต้องการผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ และบำรุงรักษาบริภัณฑ์ไฟฟ้า CSK Power Technology มีทีมวิศวกร กว. ไฟฟ้า ประสบการณ์มากกว่า 16 ปี ให้บริการงาน M&E ครบวงจร ตั้งแต่ออกแบบระบบ HV/MV/LV ติดตั้งหม้อแปลง ระบบ Grounding จนถึงงานบำรุงรักษาตามมาตรฐาน ISO
สามารถดูบริการเพิ่มเติม ได้ที่ บริการของเรา
☎️ Tel: 02-583-1441, 065-239-4655
🟢 Line: @cskpower
📬 Email: csk.powertech.office@gmail.com
📘 Facebook: ซีเอสเค เพาเวอร์ เทคโนโลยี จำกัด