ติดต่อผ่าน Email
สอบถามข้อมูลบริการ และปรึกษาฟรี

ระบบ Grounding ในอาคาร สำคัญอย่างไร? คู่มือที่วิศวกรต้องรู้

เผยแพร่เมื่อ:
26 March 2026

ถ้าคุณเคยเจอเหตุการณ์ที่จับอุปกรณ์ไฟฟ้าแล้วรู้สึกซ่า หรืออุปกรณ์พังเสียหายโดยไม่ทราบสาเหตุ สาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยคือระบบ Grounding ที่บกพร่องหรือไม่ถูกต้อง ระบบสายดินนี้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ถ้าขาดไปจะส่งผลต่อทั้งความปลอดภัยของคนในอาคารและอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชิ้น

ระบบ Grounding คืออะไร?

ระบบ Grounding หรือ ระบบสายดิน (Earthing System) คือการเชื่อมต่อส่วนที่เป็นโลหะของอุปกรณ์ไฟฟ้าและโครงสร้างอาคารเข้ากับดินโดยตรง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าที่เกิดจากความผิดปกติ (Fault Current) มีทางไหลลงดินอย่างปลอดภัย แทนที่จะไหลผ่านร่างกายคนหรือทำให้อุปกรณ์เสียหาย

หลักการง่าย ๆ คือ ไฟฟ้าต้องการเส้นทางที่มีความต้านทานต่ำที่สุดในการไหล ถ้าไม่มีสายดิน เส้นทางนั้นอาจเป็นร่างกายของคนที่สัมผัสอุปกรณ์อยู่ แต่ถ้ามีสายดินที่ดี ไฟฟ้าจะไหลลงดินผ่านสายดินแทน ซึ่งปลอดภัยกว่ามาก

ระบบ Grounding คืออะไร?

องค์ประกอบหลักของระบบ Grounding

เพื่อให้เข้าใจการทำงานของระบบ Grounding ง่ายขึ้น ระบบนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ส่วน

1. หลักดิน (Grounding Electrode / Earth Rod)

คือแท่งโลหะที่ฝังลงไปในดิน ทำจากทองแดงหรือเหล็กชุบทองแดง ความยาวมาตรฐานอยู่ที่ 2.4 เมตร และต้องฝังให้ถึงชั้นดินที่มีความชื้นเพียงพอ ความต้านทานของหลักดินที่ดีต้องไม่เกิน 5 โอห์ม ตามมาตรฐาน วสท.

2. สายดิน (Grounding Conductor)

คือสายทองแดงที่เชื่อมระหว่างหลักดินกับตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB) และจากตู้ควบคุมไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ขนาดสายดินต้องเลือกให้เหมาะสมกับขนาดของวงจร โดยทั่วไปสายดินต้องไม่เล็กกว่า 6 ตร.มม.

3. แถบทองแดงต่อดิน (Grounding Bus Bar)

ในตู้ MDB และตู้ย่อยจะมีแถบทองแดงที่เรียกว่า Earth Bus Bar ซึ่งเป็นจุดรวมของสายดินทุกเส้น แถบนี้ต้องเชื่อมต่อกับ Neutral Bus Bar ที่ตู้ MDB หลัก

4. สายต่อประสาน (Bonding Conductor)

นอกจากสายดินของวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังต้องมีการต่อประสาน (Bonding) ระหว่างโครงสร้างโลหะต่าง ๆ ในอาคาร เช่น ท่อน้ำโลหะ ท่อก๊าซ เหล็กโครงสร้าง รางสายไฟ เพื่อให้ทุกส่วนมีศักย์ไฟฟ้าเท่ากัน

ประเภทของระบบ Grounding

ในงานระบบไฟฟ้าอาคาร มีรูปแบบการต่อดินหลักที่นิยมใช้อยู่ 3 แบบ แต่ละแบบมีความเหมาะสมกับประเภทอาคารและการใช้งานที่ต่างกัน

1. TN-S System

แยกสาย Neutral และสายดิน (PE) ออกจากกันตลอดทั้งระบบ นิยมใช้ในอาคารสำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานที่มีอุปกรณ์ sensitive เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องมือแพทย์ เพราะให้คุณภาพไฟฟ้าที่ดีที่สุด

2. TN-C-S System

รวมสาย Neutral และ PE เป็นสายเดียว (PEN) ในส่วนต้นทาง แล้วแยกออกจากกันที่ตู้ MDB หลัก นิยมใช้ในอาคารพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ทั่วไปในไทย เพราะประหยัดค่าสายมากกว่า

3. TT System

แต่ละอุปกรณ์หรือวงจรต่อดินแยกของตัวเองโดยตรง ใช้ในบางกรณีเช่นการเชื่อมต่อกับระบบของการไฟฟ้า หรือในโรงงานบางประเภทที่ต้องการแยกการต่อดินออกจากระบบอื่น

ระบบ Grounding มีปัญหา

สัญญาณที่บอกว่าระบบ Grounding มีปัญหา

ปัญหาระบบ Grounding มักไม่แสดงอาการชัดเจนจนกว่าจะเกิดเหตุรุนแรง แต่มีสัญญาณเตือนที่สังเกตได้

1. จับอุปกรณ์แล้วรู้สึกซ่าหรือชา

ถ้าสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโครงโลหะในอาคารแล้วรู้สึกชาหรือซ่า แม้จะเพียงเล็กน้อย นั่นคือสัญญาณว่ามีกระแสรั่วและระบบ Grounding ไม่สามารถระบายกระแสนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องตรวจสอบทันที

2. Breaker ตัดบ่อยโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

Breaker ที่ตัดบ่อย โดยเฉพาะ RCCB (RCD) หรือ ELCB อาจหมายความว่ามีกระแสรั่วในระบบ ซึ่งอาจเกิดจากฉนวนเสื่อมสภาพหรือระบบ Grounding ที่ต่อไม่ถูกต้อง

ระบบ Grounding มีปัญหา Breaker ตัดบ่อย

3. ค่าความต้านทานดินสูงเกินมาตรฐาน

การวัดค่าความต้านทานดิน (Earth Resistance Test) ด้วยเครื่องวัดแบบ 4-Pole หรือ 3-Pole พบว่าค่าสูงเกิน 5 โอห์ม แสดงว่าหลักดินไม่ดีพอหรือดินในพื้นที่มีความต้านทานสูง

4. อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ

โดยเฉพาะอุปกรณ์ electronics เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ หรือ PLC ถ้าเสียบ่อยผิดปกติอาจเกิดจาก voltage transient หรือ electrical noise ที่มาจากระบบ Grounding ที่ไม่ดี

มาตรฐานการติดตั้งระบบ Grounding ในไทย

การติดตั้งระบบ Grounding ในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน วสท. 2001-56 (มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย) ซึ่งอิงตามมาตรฐาน IEC 60364

ข้อกำหนดหลักที่ต้องปฏิบัติ ได้แก่ ค่าความต้านทานดินต้องไม่เกิน 5 โอห์ม ขนาดสายดินต้องเลือกตามตารางที่กำหนดในมาตรฐาน วัสดุหลักดินต้องเป็นโลหะที่ทนต่อการกัดกร่อน และต้องมีการต่อประสาน (Bonding) ครบถ้วน

สรุป

ระบบ Grounding คือหัวใจของความปลอดภัยในระบบไฟฟ้า มองไม่เห็น แต่ขาดไม่ได้ การติดตั้งที่ถูกต้องตามมาตรฐาน วสท. การเลือกประเภทระบบที่เหมาะกับการใช้งาน และการตรวจสอบสม่ำเสมอ คือสิ่งที่ผู้ดูแลอาคารและวิศวกรต้องให้ความสำคัญ

FAQ

Q: ระบบ Grounding กับ Neutral ต่างกันอย่างไร?

A: สาย Neutral คือสายกลางที่ใช้ในวงจรไฟฟ้าเพื่อให้กระแสไหลกลับ ส่วนสาย Grounding (PE) คือสายดินที่ต่อกับโครงโลหะของอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ในสภาวะปกติไม่ควรมีกระแสไหลในสาย Grounding

Q: ค่าความต้านทานดินที่ดีควรอยู่ที่เท่าไหร่?

A: ตามมาตรฐาน วสท. 2001-56 ค่าความต้านทานดินต้องไม่เกิน 5 โอห์ม แต่สำหรับระบบที่มีความ sensitive สูง เช่น Data Center หรือห้องผ่าตัด แนะนำให้ทำให้ต่ำกว่า 1 โอห์ม

Q: ระบบ Grounding ต้องตรวจสอบบ่อยแค่ไหน?

A: แนะนำให้ตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหลังเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น ฟ้าผ่า หรือหลังงานต่อเติมอาคารที่อาจส่งผลต่อระบบ Grounding

Q: การต่อสายดินผิดทำให้เกิดอะไรได้บ้าง?

A: อันตรายที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ไฟดูดหรือเสียชีวิตจากกระแสไฟรั่ว อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหายจากกระแสเกิน ไฟไหม้จากความร้อน และระบบป้องกัน (Breaker) ทำงานไม่ถูกต้อง

CSK Power Technology ให้บริการออกแบบ ติดตั้ง และตรวจสอบระบบ Grounding ตามมาตรฐาน วสท. สำหรับอาคารและโรงงานทุกประเภท ทีมวิศวกรพร้อมวัดค่าความต้านทานดิน ออกรายงานผลการทดสอบ และแก้ไขระบบให้ได้มาตรฐาน


☎️ Tel: 02-583-1441, 065-239-4655

🟢 Line: @cskpower

📬 Email: csk.powertech.office@gmail.com

📘 Facebook: ซีเอสเค เพาเวอร์ เทคโนโลยี จำกัด

อ่านข่าวสารเพิ่มเติม

ตารางราคาหม้อแปลง 50-2,000 kVA ปี 2026 Oil 180,000-220,000 Dry 340,000-410,000 บาท พร้อม 6 ปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกัน
11 May 2026
หม้อแปลง 250 kVA ราคาปี 2026 เริ่ม 180,000-280,000 บาท เทียบสเปก %Z, Efficiency, Insulation Level พร้อมเคสลูกค้าจริง และคู่มือเลือกซื้อจากวิศวกร CSK
8 May 2026
หม้อแปลงแรงดัน (PT/VT) คือหม้อแปลงสำหรับลดแรงดันสูงให้ต่ำ เพื่อใช้วัดและป้องกันระบบไฟฟ้า ดูสเปก Ratio มาตรฐาน ชนิด และวิธีเลือกซื้อ
6 May 2026
วิธีเลือกขนาดหม้อแปลงไฟฟ้าให้เหมาะกับโหลด ด้วย 5 ขั้นตอนคำนวณแบบวิศวกร พร้อมสูตร ตัวอย่างจริง และขนาดมาตรฐาน
5 May 2026
ขนาดหม้อแปลงไฟฟ้า 3 เฟสมีตั้งแต่ 25 kVA ถึง 2,500 kVA พร้อมตารางมาตรฐาน สูตรคำนวณ และตัวอย่างเลือกขนาดจริงสำหรับอาคารและโรงงาน
28 April 2026
หากคุณเป็นวิศวกรไฟฟ้า เจ้าของโรงงาน หรือผู้บริหารสถานที่อุตสาหกรรม คุณคงเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องจัดการกับระบบไฟฟ้าแรงสูง (High Voltage)
27 April 2026