ชนิดของการต่อลงดิน TN, TT, IT ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดี
ชนิดของการต่อลงดินตาม IEC 60364 มี 3 แบบหลักคือ TN, TT และ IT แต่ละแบบมีวิธีต่อ Neutral และโครงอุปกรณ์ลงดินที่ต่างกัน การเลือกระบบที่ถูกและติดตั้งตามมาตรฐาน วสท. คือหัวใจของความปลอดภัย ควรใช้วิศวกรที่มีประสบการณ์ออกแบบและทดสอบอย่างถูกต้อง
ถ้าคุณกำลังออกแบบระบบไฟฟ้าของอาคาร โรงงาน หรือโรงพยาบาล คำถามที่ต้องเจอแน่ ๆ คือ “ระบบกราวด์ควรใช้แบบไหน TN, TT หรือ IT?” หลายคนได้ยินคำเหล่านี้แต่ไม่เข้าใจว่าแต่ละระบบต่างกันยังไงและทำไมต้องเลือกให้ถูก
บทความนี้จะอธิบายให้ชัดว่า ชนิดของการต่อลงดิน ตามมาตรฐาน IEC 60364 มีกี่แบบ แต่ละแบบเหมาะกับงานไหน และในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้ระบบอะไร
ทำไมต้องมีระบบกราวด์?
ระบบกราวด์หรือระบบต่อลงดิน เป็นการต่อเชื่อมส่วนโลหะของอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบจ่ายไฟกับแท่งตัวนำที่ฝังลงในดิน เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผิดปกติหรือไฟรั่วไหลลงดินได้อย่างปลอดภัย แทนที่จะวิ่งผ่านร่างกายคนที่ไปแตะอุปกรณ์
ระบบกราวด์มีหน้าที่สำคัญ 3 อย่างคือ ป้องกันไฟฟ้าช็อตคน ทำให้ RCD (Residual Current Device) ทำงานตัดวงจรเมื่อมีไฟรั่ว และเป็นเส้นทางให้กระแสฟ้าผ่าหรือกระแสเกินลงดิน ถ้าระบบกราวด์ไม่ดีหรือเลือกผิดแบบ อุปกรณ์ป้องกันทั้งหมดจะทำงานไม่ได้ตามต้องการ
จุดสำคัญ:
มาตรฐาน IEC 60364 แบ่งระบบการต่อลงดินออกเป็น 3 ประเภทหลักคือ TN, TT และ IT ความแตกต่างอยู่ที่วิธีการต่อจุด Neutral ของหม้อแปลงและวิธีต่อโครงอุปกรณ์ลงดิน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและการออกแบบระบบป้องกัน
ชนิดของการต่อลงดินตามมาตรฐาน IEC 60364
มาตรฐาน IEC 60364 เป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดรูปแบบระบบต่อลงดินไว้ 3 ประเภทหลัก การตั้งชื่อใช้ตัวอักษรสองตัว ตัวแรกบอกวิธีต่อจุด Neutral ที่หม้อแปลง ตัวที่สองบอกวิธีต่อโครงโลหะอุปกรณ์ลงดิน เช่น T = Terra (ต่อลงดิน), N = Neutral (ต่อกับสาย Neutral), I = Isolated (ลอยไม่ต่อลงดิน) ต่อไปนี้คือรายละเอียดของแต่ละแบบ
1. ระบบ TN – ต่อ Neutral ลงดินที่หม้อแปลง
ระบบ TN (Terre Neutre) คือระบบที่จุด Neutral ของหม้อแปลงต่อลงดินโดยตรง และโครงโลหะของอุปกรณ์ต่อกลับไปหาสายที่มาจาก Neutral ผ่านสาย Protective Earth (PE) ระบบนี้แบ่งเป็น 3 แบบย่อยตามการแยกสาย PE และ N
TN-S (Separated): แยกสาย PE และ N ตลอดเส้นทางตั้งแต่หม้อแปลงถึงโหลด ปลอดภัยที่สุด เหมาะกับอาคารที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำคัญ เพราะไม่มีกระแส Neutral ไหลผ่านสาย PE
TN-C (Combined): ใช้สายเดียวทำหน้าที่ทั้ง PE และ N เรียกว่าสาย PEN ประหยัดสายแต่มีข้อเสียเรื่องสัญญาณรบกวน ห้ามใช้กับอุปกรณ์ IT
TN-C-S (Combined-Separated): ใช้สาย PEN ตั้งแต่หม้อแปลงถึงตู้เมนใหญ่ แล้วแยก PE กับ N ต่อไปยังโหลด เป็นแบบที่นิยมในยุโรปเพราะประหยัดสายแต่ยังให้ความปลอดภัยระดับหนึ่ง
2. ระบบ TT – ต่อลงดินทั้งสองฝั่งแยกกัน
ระบบ TT (Terre Terre) คือระบบที่จุด Neutral ของหม้อแปลงและโครงโลหะของอุปกรณ์ต่อลงดินแยกกันคนละจุด ไม่มีการต่อเชื่อมระหว่างสองระบบกราวด์ผ่านสายไฟฟ้า นี่คือระบบที่ใช้ในประเทศไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะบ้านพักอาศัยและอาคารทั่วไป
จุดเด่นของ TT คือถ้าสาย Neutral ขาดระหว่างทาง แรงดันที่โครงอุปกรณ์ยังไม่สูงอันตราย เพราะต่อลงดินแยกอิสระ แต่ข้อเสียคือต้องใช้ RCD ทำงานร่วมด้วยเสมอ เพราะกระแสผิดปกติที่ไหลลงดินอาจน้อยเกินกว่าที่เบรกเกอร์ปกติจะ trip ได้
3. ระบบ IT – Neutral ไม่ต่อลงดินหรือต่อผ่านอิมพีแดนซ์สูง
ระบบ IT (Isolated Terre) คือระบบที่จุด Neutral ของหม้อแปลงไม่ต่อลงดิน หรือต่อผ่านอิมพีแดนซ์สูงมาก ทำให้เมื่อเกิดไฟรั่วครั้งแรก กระแสรั่วจะน้อยมาก ระบบยังทำงานต่อได้ ไม่ต้องหยุดทันที
ระบบนี้ใช้ในงานที่ ห้ามให้ไฟดับกลางคัน เช่น ห้องผ่าตัดของโรงพยาบาล Lab ที่มีการทดลองต่อเนื่อง โรงงานเหมืองแร่ เรือเดินทะเล เพราะถ้าไฟดับกะทันหันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือทำให้เสียหายมหาศาล แต่ต้องมีระบบตรวจสอบไฟรั่ว (Insulation Monitoring Device) ติดตั้งไว้แจ้งเตือนทันทีเมื่อเกิดไฟรั่วครั้งแรก
ตารางเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียแต่ละระบบ
เพื่อให้เลือกระบบที่เหมาะสม การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างสรุปจุดเด่นและข้อจำกัดของแต่ละระบบตามการใช้งานจริง
| ระบบ | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| TN-S | ปลอดภัยสูง, สัญญาณรบกวนน้อย | ใช้สายมาก, ต้นทุนสูง | Data Center, อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ |
| TN-C | ประหยัดสาย, ติดตั้งง่าย | ห้ามใช้กับอุปกรณ์ IT, เสี่ยง EMI | โรงงานอุตสาหกรรมเก่า |
| TN-C-S | ยืดหยุ่น, ประหยัดในช่วงต้น | ต้องออกแบบจุดแยกอย่างระวัง | อาคารยุโรป, โครงการขนาดกลาง |
| TT | ปลอดภัยแม้ Neutral ขาด, ติดตั้งง่าย | ต้องใช้ RCD เสมอ, ต้องมีค่าความต้านทานดินต่ำ | บ้านพักอาศัย, อาคารทั่วไป |
| IT | ไฟไม่ดับเมื่อเกิดไฟรั่วครั้งแรก | ต้องมี IMD, ดูแลยาก | โรงพยาบาล, Lab, เรือ, เหมืองแร่ |
ระบบ TT ในประเทศไทย – มาตรฐาน วสท. กำหนดไว้อย่างไร
ในประเทศไทย การไฟฟ้าและมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) กำหนดให้ใช้ระบบ TT เป็นหลักสำหรับบ้านพักอาศัยและอาคารทั่วไป เพราะเหมาะกับโครงสร้างระบบไฟฟ้าแรงต่ำของไทยที่ใช้หม้อแปลงย่อยแจกจ่ายผู้ใช้
ข้อกำหนดหลักของ วสท. สำหรับระบบ TT
- ต้องติดตั้ง RCD หรือ ELCB ที่ตู้เมน ค่าพิกัดไม่เกิน 30 mA เพื่อป้องกันไฟช็อตคน
- ค่าความต้านทานดินต้องต่ำพอที่จะทำให้ RCD ทำงานได้ตามเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปไม่เกิน 5 โอห์ม
- แท่งกราวด์ต้องต่อกับ MEN (Main Earth Neutral) ของตู้เมน และสายดินต้องเดินต่อเนื่องไปยังทุกเต้ารับและโครงอุปกรณ์โลหะ
- ห้ามต่อสาย N และสาย PE เข้าด้วยกัน ที่จุดใด ๆ นอกตู้เมน เพื่อป้องกันกระแส Neutral ไหลผ่านโครงอุปกรณ์
ขั้นตอนติดตั้งตามมาตรฐาน วสท.
- ปักแท่งกราวด์ทองแดงหรือเหล็กชุบทองแดง ยาวอย่างน้อย 2.4 เมตร
- ต่อสาย Ground จากแท่งกราวด์ไปที่ตู้เมน (Main Distribution Board)
- แยกบัส Neutral และบัส Ground ที่ตู้เมน เชื่อมถึงกันเฉพาะจุดนี้จุดเดียว
- เดินสาย PE (สีเขียว-เหลือง) ไปทุกเต้ารับและอุปกรณ์
- วัดค่าความต้านทานดินด้วยเครื่อง Earth Tester ก่อนส่งงาน
ขนาดสายดินและแท่งกราวด์ตามแต่ละระบบ
การเลือกขนาดสายดินและแท่งกราวด์ไม่ใช่เลือกได้ตามใจ ต้องคำนวณตามขนาดสายเฟสของวงจรและมาตรฐานที่กำหนด ใช้ผิดขนาดแล้วระบบจะทำงานไม่ได้ผล
ขนาดสายดิน (PE Conductor)
มาตรฐาน วสท. กำหนดขนาดสายดินสัมพันธ์กับสายเฟส ดังนี้
- สายเฟสไม่เกิน 16 ตร.มม. → สายดินเท่ากับสายเฟส
- สายเฟส 16-35 ตร.มม. → สายดิน 16 ตร.มม.
- สายเฟสเกิน 35 ตร.มม. → สายดินเป็นครึ่งหนึ่งของสายเฟส
ขนาดแท่งกราวด์
แท่งกราวด์มาตรฐานคือแท่งเหล็กชุบทองแดงหรือทองแดงล้วน เส้นผ่านศูนย์กลาง 5/8 นิ้ว ยาว 2.4 เมตร ถ้าดินมีค่าความต้านทานสูง อาจต้องปักหลายแท่งเชื่อมต่อกัน หรือใช้แท่งยาวกว่า หรือเติมน้ำยาเฉพาะ (Ground Enhancement Material) เพื่อลดค่าความต้านทาน
ข้อควรระวัง:
ห้ามใช้ท่อน้ำประปาหรือโครงเหล็กอาคารเป็นแท่งกราวด์หลัก เพราะท่อน้ำอาจเปลี่ยนเป็นพลาสติกในบางช่วง และโครงอาคารอาจไม่ต่อเนื่องถึงดินอย่างน่าเชื่อถือ การใช้แท่งกราวด์แท้ที่ฝังลงดินคือวิธีที่มาตรฐาน วสท. ยอมรับ
การวัดค่าความต้านทานดิน (Ground Resistance)
ค่าความต้านทานดินคือค่าที่บอกว่า “กระแสไหลลงดินได้ง่ายแค่ไหน” ยิ่งค่าต่ำยิ่งดี เพราะหมายความว่าเมื่อเกิดไฟรั่ว กระแสจะไหลลงดินเร็วและมากพอที่จะทำให้อุปกรณ์ป้องกันทำงาน
ค่าความต้านทานดินที่ยอมรับได้
มาตรฐาน วสท. กำหนดค่าความต้านทานดินไว้ ดังนี้
- ระบบไฟฟ้าทั่วไป: ไม่เกิน 5 โอห์ม
- ระบบล่อฟ้า (Lightning Protection): ไม่เกิน 10 โอห์ม
- ระบบป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ (ESD): ไม่เกิน 25 โอห์ม (บางกรณีต้องต่ำกว่านี้)
- ระบบสื่อสาร/อิเล็กทรอนิกส์: มักต้องการต่ำกว่า 1 โอห์ม
วิธีวัดค่าความต้านทานดิน
ใช้เครื่อง Earth Tester (บางคนเรียก Earth Resistance Tester) มี 2 วิธีหลัก
วิธี Three-Pole (3-Point): ปักแท่งวัดเสริม 2 แท่งในระยะที่กำหนด แล้วเครื่องส่งกระแสทดสอบวัดค่า เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในงานตรวจรับ
วิธี Clamp Meter: ใช้แคลมป์คีบสายกราวด์แล้ววัดค่า สะดวกกว่าแต่ใช้กับระบบที่มีกราวด์หลายจุดขนานกัน
ควรวัดค่าความต้านทานดินอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง และทุกครั้งหลังเกิดฟ้าผ่าหรือดัดแปลงระบบกราวด์ เพราะค่าอาจเปลี่ยนตามสภาพดินและความชื้น
Equipotential Bonding – ส่วนสำคัญที่มักถูกมองข้าม
Equipotential Bonding หรือการต่อศักย์เท่ากัน คือการต่อเชื่อมโครงโลหะทุกชิ้นในอาคาร (ท่อน้ำ ท่อก๊าซ โครงเหล็ก รางเคเบิล) ให้มีศักย์ไฟฟ้าเท่ากันกับระบบกราวด์ จุดประสงค์คือป้องกันไม่ให้เกิดความต่างศักย์ระหว่างโลหะสองชิ้นเมื่อมีกระแสรั่วหรือฟ้าผ่า
ถ้าไม่ทำ Equipotential Bonding คนที่จับท่อน้ำในมือหนึ่งและจับเครื่องใช้ไฟฟ้าในอีกมือหนึ่ง อาจถูกไฟฟ้าช็อตเพราะโลหะทั้งสองมีศักย์ต่างกัน ระบบ Bonding ช่วยให้ทุกจุดโลหะมีศักย์เดียวกัน ไฟฟ้าจึงไม่ไหลผ่านร่างกาย
จุดที่ต้อง Bond เข้าด้วยกัน
- ท่อน้ำเมน (Cold Water Main)
- ท่อก๊าซ (Gas Main)
- โครงเหล็กอาคาร (Structural Steel)
- รางเคเบิลและท่อร้อยสาย (Cable Tray, Conduit)
- แท่งกราวด์ของระบบล่อฟ้า
- ระบบ Lightning Protection
สายที่ใช้ Bond ต้องมีขนาดเพียงพอ โดยทั่วไปใช้สายทองแดงตั้งแต่ 10 ตร.มม. ขึ้นไปตามกระแสที่คาดว่าจะไหล
Tips:
ในห้องน้ำที่มีโลหะหลายชิ้น (ก๊อกน้ำ ฝักบัว ท่อร้อน-เย็น) ควรทำ Supplementary Bonding ต่อโลหะทุกชิ้นในห้องน้ำเข้ากันด้วยสายขนาดอย่างน้อย 4 ตร.มม. ช่วยป้องกันไฟช็อตจากความต่างศักย์แม้ในกรณีที่ระบบ RCD ยังไม่ทำงาน
สรุป
ชนิดของการต่อลงดินตาม IEC 60364 มี 3 แบบหลักคือ TN, TT และ IT แต่ละแบบมีวิธีต่อ Neutral และโครงอุปกรณ์ลงดินที่ต่างกัน ระบบ TN ต่อ Neutral ลงดินแล้วโครงอุปกรณ์ต่อผ่านสาย PE กลับ ระบบ TT ต่อลงดินแยกคนละจุด และระบบ IT ปล่อย Neutral ลอยหรือต่อผ่านอิมพีแดนซ์สูง
ประเทศไทยใช้ระบบ TT เป็นหลัก ต้องคู่กับ RCD 30 mA และค่าความต้านทานดินไม่เกิน 5 โอห์ม ส่วนระบบ IT ใช้ในงานพิเศษเช่นโรงพยาบาลและ Lab ที่ห้ามให้ไฟดับ การเลือกระบบที่ถูกและติดตั้งตามมาตรฐาน วสท. คือหัวใจของความปลอดภัย ควรใช้วิศวกรที่มีประสบการณ์ออกแบบและทดสอบอย่างถูกต้อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: บ้านพักอาศัยในไทยใช้ระบบอะไร?
A: บ้านพักอาศัยในไทยส่วนใหญ่ใช้ระบบ TT ต้องมีการไฟฟ้าแจกจ่ายผ่านหม้อแปลงย่อย และบ้านเจ้าของติดตั้งแท่งกราวด์ของตัวเองที่ตู้เมน ต้องมี RCD 30 mA ตามมาตรฐาน วสท.
Q2: ทำไมโรงพยาบาลต้องใช้ระบบ IT?
A: เพราะในห้องผ่าตัดหรือ ICU ถ้าไฟดับกะทันหันเพราะไฟรั่ว อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตคนไข้ ระบบ IT ทำให้ยังจ่ายไฟต่อได้แม้เกิดไฟรั่วครั้งแรก แล้วแจ้งเตือนให้ช่างมาแก้ไขก่อนเกิดรั่วครั้งที่สอง
Q3: TN-C ต่างจาก TN-S ยังไง?
A: TN-C ใช้สายเดียวทำหน้าที่ทั้ง Neutral และ Protective Earth (PEN) ส่วน TN-S แยกสายทั้งสองออกจากกันตลอดเส้นทาง TN-S ปลอดภัยกว่ามาก โดยเฉพาะกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และ IT เพราะไม่มีกระแส Neutral ไหลผ่านสาย PE
Q4: ทำไมค่าความต้านทานดินต้องไม่เกิน 5 โอห์ม?
A: เพราะต้องให้กระแสผิดปกติไหลลงดินได้มากพอที่จะทำให้ RCD trip ภายใน 0.4 วินาที (สำหรับวงจร 230V) ถ้าค่าสูงเกิน RCD อาจไม่ทำงานและคนที่สัมผัสอุปกรณ์อาจถูกไฟช็อตได้
Q5: สามารถเปลี่ยนจากระบบ TT มาเป็น TN-S ได้ไหม?
A: ได้ แต่ต้องเดินสายใหม่จากหม้อแปลงและปรับปรุงตู้เมน ต้องให้วิศวกรไฟฟ้าออกแบบและการไฟฟ้าอนุญาต มักทำเฉพาะโครงการที่ต้องการความปลอดภัยสูงหรือมีอุปกรณ์ IT สำคัญ
CSK ให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบต่อลงดินครบทุกระบบ พร้อมทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี ทั้งระบบ TT สำหรับอาคารทั่วไป ระบบ TN-S สำหรับ Data Center และระบบ IT สำหรับโรงพยาบาล พร้อมตรวจวัดและรับรองค่าความต้านทานดินตามมาตรฐาน หากต้องการคำปรึกษา ติดต่อทีมวิศวกรของเราได้เลย
สนใจระบบกราวด์ ปรึกษา CSK ได้เลย
☎️ Tel: 02-583-1441, 065-239-4655
🟢 Line: @cskpower
📬 Email: csk.powertech.office@gmail.com
📘 Facebook: ซีเอสเค เพาเวอร์ เทคโนโลยี จำกัด