ขนาดหม้อแปลง 3 เฟส ที่ขายในไทยมี 13 ขนาดมาตรฐาน ตั้งแต่ 25 kVA ถึง 2,500 kVA ถ้าคุณกำลังจะติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้า 3 เฟส ให้อาคาร โรงงาน หรือโครงการใหม่ แล้วอยากรู้ว่าขนาดมาตรฐานมีกี่แบบ ควรเลือกตัวไหนให้พอดีกับโหลด
บทความนี้จะสรุปให้ชัด ทั้งตารางขนาดที่ขายในไทย สูตรคำนวณจาก kW เป็น kVA ตัวอย่างเลือกขนาดจริง 3 กรณี และยี่ห้อที่วิศวกรนิยมใช้งาน
จากที่ทีมงาน CSK Power Technology ออกแบบและติดตั้ง หม้อแปลงไฟฟ้า ให้ลูกค้ามากว่าหลายร้อยโปรเจกต์ เราพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่พลาดตั้งแต่การเลือกขนาด เพราะไปดูแค่ kW ของโหลด แล้วเลือกหม้อแปลงที่ใกล้เคียง ไม่ได้คิดถึง Power Factor, Demand Factor, และการเผื่อโตในอนาคต บทความนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องพลาดเหมือนกัน
หม้อแปลง 3 เฟส คืออะไร ต่างจาก 1 เฟสอย่างไร?
หม้อแปลงไฟฟ้า 3 เฟส คือหม้อแปลงที่รับไฟเข้าและจ่ายไฟออกเป็น 3 เฟส (L1, L2, L3) พร้อมสายนิวทรัล (N) ใช้สำหรับโหลดขนาดกลางขึ้นไป ตั้งแต่ 25 kVA ไปจนถึง 2,500 kVA ในขณะที่หม้อแปลง 1 เฟสมีขนาดจำกัดที่ประมาณ 5-50 kVA และใช้ในบ้านพักอาศัยหรือร้านค้าเล็ก

ข้อแตกต่างหลักคือหม้อแปลง 3 เฟสจ่ายไฟได้มากกว่า เพราะกระจายโหลดออก 3 เฟส ทำให้กระแสต่อเฟสน้อยกว่า สายไฟเล็กกว่า และเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ เครื่องจักร หรือระบบแอร์ขนาดใหญ่ นี่คือเหตุผลที่โรงงาน อาคารสำนักงาน และหมู่บ้านต้องใช้ 3 เฟสเกือบทั้งหมด
จุดสำคัญ:
ขนาดหม้อแปลง 3 เฟสที่ขายในไทยมีทั้งหมด 13 ขนาดมาตรฐาน ตั้งแต่ 25 kVA ไปจนถึง 2,500 kVA โดยกำหนดตามมาตรฐาน มอก. 384-2543 และ IEC 60076 ใช้แรงดันด้านต่ำ 400V และแรงดันด้านสูง 22 kV หรือ 24 kV ตามระบบของการไฟฟ้าในพื้นที่
ตารางขนาดมาตรฐานหม้อแปลง 3 เฟส ในประเทศไทย
ขนาดหม้อแปลง 3 เฟสที่ผลิตและขายในไทยถูกกำหนดโดย มอก. 384-2543 ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐานสากล IEC 60076 ใน 1 ระดับกำลังจะมีขนาดเฉพาะที่ผลิตกัน ไม่ใช่ทุกตัวเลขที่คุณคิดจะหาซื้อได้ คุณต้องปัดขึ้นไปหาขนาดถัดไปที่ใกล้ที่สุด
ตารางด้านล่างคือขนาดมาตรฐานทั้ง 13 ขนาด พร้อมกระแสด้าน LV ที่ 400V และแนวทางการใช้งานจริงที่พบบ่อยในประเทศไทย
| ขนาด (kVA) | กระแส LV (A) @400V | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|
| 25 | 36 | ร้านค้าขนาดเล็ก, บ้านพัก (ระบบ 3 เฟส) |
| 50 | 72 | หมู่บ้านขนาดเล็ก 10–15 หลัง, ร้านอาหาร |
| 100 | 144 | อาคารพาณิชย์ 2–3 ชั้น, หมู่บ้านขนาดกลาง |
| 160 | 231 | หมู่บ้าน 30–40 หลัง, โรงงานขนาดเล็ก |
| 250 | 361 | สำนักงาน 3–4 ชั้น, โรงแรมขนาดเล็ก |
| 315 | 455 | อาคารสำนักงาน 5–6 ชั้น, ห้างขนาดเล็ก |
| 500 | 722 | โรงงานขนาดกลาง, อพาร์ตเมนต์ |
| 630 | 910 | โรงงานกลาง–ใหญ่, คอนโดขนาดกลาง |
| 1,000 | 1,443 | โรงงานใหญ่, โรงแรมใหญ่, ศูนย์การค้า |
| 1,250 | 1,804 | โครงการขนาดใหญ่, นิคมอุตสาหกรรม |
| 1,500 | 2,165 | โรงงานอุตสาหกรรมหนัก |
| 2,000 | 2,887 | ตึกสูง, ศูนย์ข้อมูล (Data Center) |
| 2,500 | 3,608 | โรงงานขนาดใหญ่มาก, โครงการเมกะโปรเจกต์ |
ขนาดเหล่านี้หม้อแปลงทุกยี่ห้อในไทยจะผลิตตาม ถ้าคุณคำนวณโหลดออกมาแล้วได้ 270 kVA ให้ปัดขึ้นไปหา 315 kVA ไม่ใช่สั่งทำ 280 kVA เพราะไม่มีใครผลิตขายและเสียเวลารอ
สูตรคำนวณขนาดหม้อแปลง 3 เฟสจาก kW เป็น kVA
การหาขนาดหม้อแปลงที่เหมาะสม ต้องแปลงโหลดจาก kW (กำลังจริง) เป็น kVA (กำลังปรากฏ) เพราะขนาดหม้อแปลงกำหนดเป็น kVA โดยใช้สูตรพื้นฐานคือ kVA = kW ÷ Power Factor จากนั้นคูณ Demand Factor และเผื่อ Safety Margin อีก 20-25%
ตัวเลขแต่ละตัวมีความหมายและค่าแนะนำที่ต้องใช้ให้ถูก ถ้าใส่ผิดจะได้ขนาดที่ผิดทั้งหมด เรามาดูรายละเอียดทีละตัว
1. Power Factor (PF)
Power Factor คือสัดส่วนกำลังจริงต่อกำลังปรากฏ ถ้า PF = 1 หมายถึงใช้ไฟเต็มประสิทธิภาพ ถ้า PF ต่ำจะใช้ไฟไม่คุ้ม ค่าทั่วไปของอาคารในไทยคือ 0.85-0.9 ส่วนโรงงานที่มีมอเตอร์เยอะ PF อาจอยู่ที่ 0.75-0.85
ถ้าไม่รู้ค่าจริง ให้ใช้ PF = 0.85 เป็นค่าเริ่มต้น เพราะเป็นค่าที่การไฟฟ้ากำหนดขั้นต่ำ ถ้าต่ำกว่านี้จะถูกเรียกเก็บค่าปรับ
2. Demand Factor (DF)
Demand Factor คือสัดส่วนของโหลดที่ใช้พร้อมกันจริงเทียบกับโหลดรวมบนกระดาษ เพราะในทางปฏิบัติ เครื่องใช้ไฟไม่ได้เปิดพร้อมกันทั้งหมด 100% ตลอดเวลา ค่านี้ช่วยลดขนาดหม้อแปลงที่ต้องสั่งซื้อ
ตามมาตรฐาน วสท. (สมาคมวิศวกรรมสถาน) กำหนด Demand Factor สำหรับบ้านพัก 0.6-0.7 สำนักงาน 0.7-0.8 โรงงาน 0.7-0.85 ถ้าไม่มีข้อมูลให้ใช้ DF = 0.75 เป็นค่ากลาง
3. Safety Margin 20-25%
สุดท้ายต้องเผื่อการเติบโตในอนาคต อย่างน้อย 20-25% เพราะโหลดมักเพิ่มจากการขยายธุรกิจ ซื้อเครื่องใหม่ หรือติดแอร์เพิ่ม การเผื่อล่วงหน้าจะช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนหม้อแปลงใหม่ใน 5-10 ปีแรก
สูตรรวมคือ: ขนาดหม้อแปลง (kVA) = (kW รวม ÷ PF) × DF × 1.20 ถึง 1.25 แล้วปัดขึ้นไปหาขนาดมาตรฐาน
ตัวอย่างเลือกขนาดหม้อแปลง 3 เฟส จริง 3 กรณี
เพื่อให้เห็นภาพชัด ลองดู 3 กรณีที่ CSK เจอบ่อยในโปรเจกต์ลูกค้า คืออาคารพาณิชย์ โรงงานขนาดกลาง และคอนโดมิเนียม ทุกกรณีใช้สูตรเดียวกัน เปลี่ยนเฉพาะค่า PF กับ DF ตามลักษณะงาน
ลองเทียบกับโหลดของคุณว่าใกล้เคียงกรณีไหน แล้วใช้เป็นจุดเริ่มต้นก่อนปรับตัวเลขให้ตรงจริง

กรณีที่ 1: อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น
อาคารพาณิชย์รวมไฟ แอร์ ลิฟต์ ปลั๊กทั่วไป โหลดรวม 120 kW
การคำนวณ: kVA = 120 ÷ 0.85 = 141 kVA → คูณ DF 0.75 = 106 kVA → เผื่อ 25% = 132.5 kVA → ปัดขึ้น = 160 kVA
กรณีที่ 2: โรงงานผลิตขนาดกลาง
โรงงานมีมอเตอร์รวม 15 ตัว ไฟส่องสว่าง แอร์สำนักงาน โหลดรวม 380 kW
การคำนวณ: kVA = 380 ÷ 0.80 (PF ต่ำกว่าเพราะมอเตอร์เยอะ) = 475 kVA → คูณ DF 0.85 = 404 kVA → เผื่อ 20% = 485 kVA → ปัดขึ้น = 500 kVA
กรณีที่ 3: คอนโดมิเนียม 15 ชั้น 120 ยูนิต
คอนโดรวมแอร์ ปลั๊กในห้อง ไฟสาธารณะ ลิฟต์ โหลดรวม 720 kW
การคำนวณ: kVA = 720 ÷ 0.85 = 847 kVA → คูณ DF 0.7 (ที่พักอาศัยไม่ได้ใช้พร้อมกันเต็ม) = 593 kVA → เผื่อ 25% = 741 kVA → ปัดขึ้น = 1,000 kVA
Tips:
ถ้าโรงงานมีมอเตอร์ขนาดใหญ่ที่สตาร์ทบ่อย (> 30 kW ต่อตัว) ให้เพิ่ม Safety Margin เป็น 30-35% เพราะ Starting Current ของมอเตอร์สูงถึง 5-7 เท่าของกระแสพิกัด ทำให้แรงดันตกชั่วขณะ
ข้อควรระวัง อย่าเลือกใหญ่เกินหรือเล็กเกินไป
เจ้าของโปรเจกต์หลายคนคิดว่า "ซื้อใหญ่ไว้ก่อนดีกว่า เผื่ออนาคต" แต่ในทางเทคนิคแล้ว หม้อแปลงที่ใหญ่เกินจริงมีปัญหาไม่น้อย เช่นเดียวกับหม้อแปลงที่เล็กเกิน ทั้งสองกรณีล้วนเสียเงินและเสียเวลา
ลองดูว่าการเลือกผิดแต่ละทางมีผลเสียอะไรบ้าง
ถ้าเลือกขนาดใหญ่เกินไป
ค่าไฟฐาน (Demand Charge) จะสูงขึ้นเพราะคำนวณจากขนาดหม้อแปลง ไม่ใช่โหลดจริง ในส่วนของการไฟฟ้าจะเก็บค่าไฟฟ้าฐานรายเดือนจากขนาดหม้อแปลง ถ้าซื้อ 1,000 kVA แต่ใช้จริง 300 kVA คุณจะจ่ายฐานของ 1,000 kVA ทุกเดือน
นอกจากนี้ No-Load Loss (การสูญเสียเมื่อไม่มีโหลด) จะสูงขึ้นตามขนาดหม้อแปลงด้วย ทำให้เสียไฟฟรี ๆ ทุกวินาทีที่หม้อแปลงเปิดอยู่ แม้ไม่มีใครใช้ไฟเลย

ถ้าเลือกขนาดเล็กเกินไป
หม้อแปลงจะร้อนตลอดเวลา เพราะทำงานใกล้พิกัด 100% เป็นประจำ ทำให้เกิด Hot Spot ในขดลวดและฉนวนเสื่อมเร็วกว่าที่ควร อายุใช้งานปกติ 20-30 ปี อาจลดเหลือเพียง 5-10 ปี
ผลเสียอีกข้อคือเมื่อมีโหลดสูงสุดพร้อมกัน (Peak Load) แรงดันจะตก ระบบไฟฟ้าไม่เสถียร เครื่องจักรอาจทริป ไฟดับชั่วคราว ซึ่งเสียหายมากในโรงงานที่ต้องเดินเครื่องต่อเนื่อง
ข้อควรระวัง:
ห้ามใช้หม้อแปลงเกิน 80% ของพิกัดตลอดเวลา เพราะจะทำให้อายุใช้งานลดลงครึ่งหนึ่ง ช่วง 70-80% คือจุดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประสิทธิภาพและความทนทาน ถ้าโหลดเกินนี้บ่อย ๆ ควรเปลี่ยนเป็นขนาดถัดไปทันที
ยี่ห้อหม้อแปลง 3 เฟสที่นิยมใช้ในไทย
ตลาดหม้อแปลงไฟฟ้าในประเทศไทยมีผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ ที่พบบ่อยในโปรเจกต์อุตสาหกรรมและอาคารสำนักงานคือยี่ห้อที่ผ่านมาตรฐาน มอก. และมีบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้
1. ยี่ห้อไทย
Ekarat Engineering, Thai-Maxwell, Thai Electric Corporation คือผู้ผลิตหลักในประเทศที่ผลิตหม้อแปลงตั้งแต่ 25 kVA ไปจนถึง 2,500 kVA ราคาเหมาะสม ส่งมอบเร็ว (2-4 สัปดาห์) และมีอะไหล่พร้อมสำหรับการบำรุงรักษา
ยี่ห้อไทยเหมาะกับโปรเจกต์งบกลาง-ล่าง หรืองานที่ต้องการปรับสเปกพิเศษตามต้องการ ข้อดีอีกข้อคือช่างไทยคุ้นกับการซ่อมยี่ห้อเหล่านี้
2. ยี่ห้อนำเข้า
ABB, Schneider Electric, Siemens, Hitachi เป็นยี่ห้อระดับโลกที่นิยมในโปรเจกต์ใหญ่ ตึกสูง ศูนย์ข้อมูล และโรงงานมัลติเนชั่นแนล ราคาสูงกว่ายี่ห้อไทย 30-50% แต่ประสิทธิภาพและความทนทานก็สูงกว่า
หม้อแปลงนำเข้ามักมี Efficiency Class สูงกว่า (Eco Design Tier 2 หรือ Tier 3) ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาวสำหรับโรงงานที่ใช้ไฟเยอะ
สรุป
ขนาดหม้อแปลง 3 เฟส ที่ขายในไทยมี 13 ขนาดมาตรฐาน ตั้งแต่ 25 kVA ถึง 2,500 kVA การเลือกให้ถูกต้องใช้สูตร kVA = (kW ÷ PF) × DF × 1.20-1.25 แล้วปัดขึ้นไปหาขนาดมาตรฐาน ถ้าเลือกเล็กไปจะเสื่อมเร็ว ถ้าเลือกใหญ่ไปจะเสียค่าไฟฐาน
อ่านบทความ วิธีเลือกขนาดหม้อแปลงจากโหลดจริง และ ข้อมูลหม้อแปลง 3 เฟสแบบละเอียด เพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนคำนวณและเลือกยี่ห้อได้ครบถ้วน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: หม้อแปลง 3 เฟสขนาดที่เล็กที่สุดคือเท่าไร?
A: ขนาดเล็กที่สุดที่ผลิตเป็นมาตรฐานคือ 25 kVA ส่วนต่ำกว่านี้มีแต่ส่วนใหญ่ต้องสั่งทำพิเศษ ไม่คุ้มเพราะราคาไม่ต่างจาก 25 kVA มาก
Q2: หม้อแปลง 3 เฟส 500 kVA ราคาประมาณเท่าไร?
A: ราคาหม้อแปลง 500 kVA ยี่ห้อไทยประมาณ 350,000-500,000 บาท ส่วนยี่ห้อนำเข้า (ABB, Siemens) ประมาณ 600,000-900,000 บาท ราคาอาจเปลี่ยนตามสเปกและ Efficiency Class
Q3: เลือกขนาดหม้อแปลงเผื่ออนาคตแค่ไหน?
A: แนะนำเผื่อ 20-25% เป็นค่าเริ่มต้น ถ้าธุรกิจมีแผนขยายชัดเจนใน 5 ปี ให้เผื่อ 30-40% แต่ไม่ควรเผื่อเกิน 50% เพราะจะทำให้ No-Load Loss สูงและค่าไฟฐานแพง
Q4: หม้อแปลง 3 เฟส 1,000 kVA ติดตั้งได้ที่ไหน?
A: ต้องติดตั้งในลานหม้อแปลงแบบกลางแจ้ง หรือห้องหม้อแปลงที่มีระบบระบายอากาศ พื้นที่ต้องไม่น้อยกว่า 3×4 เมตร มีรั้วรอบขอบชิด มีระบบดับเพลิง และกันสัตว์เข้า
Q5: ระหว่างหม้อแปลง Oil Type กับ Dry Type ควรเลือกไหนดี?
A: Oil Type ราคาถูกกว่า 30% แต่ต้องติดตั้งกลางแจ้งเท่านั้น Dry Type ราคาสูงกว่าแต่ติดตั้งในตัวอาคารได้ ปลอดภัยจากไฟไหม้ เหมาะกับตึกสูง คอนโด และพื้นที่แคบ
ถ้าคุณต้องการคำปรึกษาเรื่อง ขนาดหม้อแปลงไฟฟ้า 3 เฟส ทีมงาน CSK Power Technology ให้บริการคำนวณและเสนอสเปกฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เรามีวิศวกร กว. (ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม) และประสบการณ์ติดตั้งหม้อแปลงครบทุกขนาด ตั้งแต่ 25 kVA ไปจนถึง 2,500 kVA
สิ่งที่ต้องเตรียมให้เรา คือ Load Schedule (รายการโหลดทั้งหมด) ประเภทอาคาร (บ้าน สำนักงาน โรงงาน) สเปกเครื่องจักรที่ใหญ่ที่สุด และแผนขยายในอนาคต 5-10 ปี ข้อมูลครบถ้วน จะช่วยให้ CSK เสนอขนาดที่เหมาะที่สุด ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป
ถ้ามีคำถามเพิ่มเติมหรืออยากให้วิศวกรช่วยคำนวณขนาดหม้อแปลงฟรี ติดต่อ CSK Power Technology ได้ที่
☎️ Tel: 02-583-1441, 065-239-4655
🟢 Line: @cskpower
📬 Email: csk.powertech.office@gmail.com
📘 Facebook: ซีเอสเค เพาเวอร์ เทคโนโลยี จำกัด