ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) มีหลายรูปแบบ โดยประเภทที่พบได้บ่อยคือ AC Charger และ DC Charger ซึ่งแตกต่างกันทั้งด้านกำลังชาร์จ ระยะเวลาในการชาร์จ ระบบไฟฟ้าที่ต้องใช้ และงบประมาณในการติดตั้ง
บทความนี้จะพาไปรู้จักประเภทของตู้ชาร์จรถไฟฟ้า เปรียบเทียบ AC กับ DC มาตรฐานหัวชาร์จที่พบในประเทศไทย และสิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนติดตั้ง เพื่อให้เลือกอุปกรณ์ได้เหมาะกับการใช้งานจริง
ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า คืออะไร?
ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) คืออุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมและจ่ายพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมมีระบบควบคุมการชาร์จและระบบป้องกันที่เกี่ยวข้อง
ไฟฟ้าจากบ้านและอาคารทั่วไปเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ขณะที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเก็บพลังงานในรูปแบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ดังนั้นการชาร์จจึงต้องมีการแปลงไฟในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง จุดที่ทำหน้าที่แปลงไฟนี้เองเป็นหนึ่งในความแตกต่างสำคัญระหว่าง AC Charger และ DC Charger

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่ประเภท?
โดยทั่วไปสามารถแบ่งตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามรูปแบบการจ่ายไฟได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1. AC Charger
AC Charger จะจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับเข้าสู่รถ จากนั้น On-board Charger ที่อยู่ภายในรถจะทำหน้าที่แปลงไฟ AC เป็น DC ก่อนส่งเข้าสู่แบตเตอรี่ กำลังชาร์จที่พบได้บ่อยอยู่ที่ประมาณ 7–22 kW แต่กำลังที่รถรับได้จริงขึ้นอยู่กับรุ่นรถและระบบไฟฟ้าที่ติดตั้ง
AC Charger จึงเหมาะกับสถานที่ที่สามารถจอดรถได้นาน เช่น
- บ้านพักอาศัย
- คอนโดมิเนียม
- อาคารสำนักงาน
- โรงแรม
- สถานที่ทำงาน
ข้อดี คือมีต้นทุนอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าโดยรวมถูกกว่า DC Charger และเหมาะกับการชาร์จข้ามคืนหรือชาร์จระหว่างจอดรถ
2. DC Charger
DC Charger จะทำการแปลงไฟ AC เป็น DC ภายในตู้ ก่อนจ่ายไฟเข้าสู่แบตเตอรี่โดยตรง ทำให้รองรับกำลังชาร์จสูงกว่า AC Charger ได้ ระยะเวลาในการชาร์จขึ้นอยู่กับกำลังของตู้ ความสามารถในการรับไฟของรถ และระดับแบตเตอรี่ขณะเริ่มชาร์จ
DC Charger จึงมักใช้ในสถานที่ที่ต้องการให้รถกลับมาใช้งานได้เร็ว เช่น
- สถานีชาร์จสาธารณะ
- ปั๊มน้ำมัน
- ศูนย์บริการรถยนต์
- อาคารพาณิชย์
- จุดพักรถ
ข้อจำกัด คือระบบต้องรองรับกำลังไฟสูงกว่า และมีต้นทุนทั้งอุปกรณ์และงานติดตั้งสูงกว่า AC Charger
AC Charger กับ DC Charger ต่างกันอย่างไร?
เมื่อเลือกตู้ชาร์จ สิ่งที่ควรดูไม่ใช่แค่ความเร็วในการชาร์จ แต่รวมถึงระบบไฟฟ้าและรูปแบบการใช้งานของสถานที่ด้วย ลองดูความแตกต่างของ AC Charger และ DC Charger ในแต่ละด้าน เพื่อช่วยให้เห็นภาพและเลือกประเภทที่เหมาะกับการใช้งานได้ง่ายขึ้น
| ข้อเปรียบเทียบ | AC Charger | DC Charger |
|---|---|---|
| การจ่ายไฟ | AC เข้าไปที่รถ | DC เข้าแบตเตอรี่โดยตรง |
| ตัวแปลงไฟ | อยู่ในรถ | อยู่ในตู้ชาร์จ |
| ความเร็วในการชาร์จ | โดยทั่วไปช้ากว่า | โดยทั่วไปเร็วกว่า |
| กำลังไฟ | ต่ำถึงปานกลาง | ปานกลางถึงสูง |
| สถานที่ใช้งาน | บ้าน สำนักงาน คอนโดฯ | สถานีชาร์จ อาคารพาณิชย์ |
| ต้นทุนระบบ | โดยทั่วไปน้อยกว่า | โดยทั่วไปสูงกว่า |
| ระยะเวลาจอด | เหมาะกับการจอดนาน | เหมาะกับการจอดช่วงสั้น |
ดังนั้น หากรถจอดอยู่บ้านตลอดคืน การเลือก AC Charger อาจตอบโจทย์มากกว่าการติดตั้ง DC Charger ที่มีกำลังสูง แต่หากเป็นสถานีชาร์จที่ต้องรองรับรถหลายคันและผู้ใช้ต้องการชาร์จในเวลาจำกัด DC Charger ก็เหมาะกับลักษณะการใช้งานมากกว่า
ตู้ชาร์จรถไฟฟ้าควรเลือกกี่ kW?
กำลังไฟของตู้ชาร์จควรเลือกจาก ความสามารถในการรับไฟของรถและระบบไฟฟ้าของสถานที่ ไม่ใช่เลือกจากกำลังสูงสุดของตู้เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น หากรถรองรับ AC ได้สูงสุด 7.4 kW การติดตั้ง AC Charger ขนาด 22 kW ก็ไม่ได้หมายความว่ารถจะชาร์จด้วยกำลัง 22 kW ได้
ก่อนเลือกจึงควรดูข้อมูล 3 ส่วน ได้แก่
- รถรองรับการชาร์จ AC หรือ DC สูงสุดเท่าไร
- ต้องการชาร์จให้เต็มภายในระยะเวลาเท่าไร
- ระบบไฟฟ้าของสถานที่รองรับกำลังชาร์จที่ต้องการหรือไม่
สำหรับบ้านที่ใช้รถเป็นประจำแต่สามารถจอดรถข้ามคืนได้ การเลือกกำลังชาร์จที่เหมาะกับระบบไฟฟ้าอาจเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกตู้ที่มีกำลังสูงที่สุดเสมอไป
มาตรฐานหัวชาร์จรถไฟฟ้าที่พบในประเทศไทย
นอกจากกำลังชาร์จแล้ว หัวชาร์จ ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องตรวจสอบก่อนเลือกตู้ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นอาจรองรับมาตรฐานหัวชาร์จไม่เหมือนกัน หากเลือกตู้ที่หัวชาร์จไม่ตรงกับรถ ก็ไม่สามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้
สำหรับหัวชาร์จที่พบได้บ่อยในประเทศไทย มีทั้ง Type 2 สำหรับการชาร์จแบบ AC และ CCS2 สำหรับการชาร์จแบบ DC โดยแต่ละแบบมีลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน ดังนี้
Type 2
Type 2 เป็นหัวชาร์จสำหรับระบบ AC ที่พบได้ทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทย โดยกำลังชาร์จที่ใช้งานได้จริงขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวรถและตู้ชาร์จ
CCS2
CCS2 (Combined Charging System 2) เป็นหัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบ DC ที่พบได้ทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จในประเทศไทย โดยสามารถรองรับการชาร์จด้วยกำลังสูงกว่า AC ได้ในหลายรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกหรือติดตั้งตู้ชาร์จ ควรตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิตรถหรือคู่มือรถโดยตรง เพราะรถบางรุ่น โดยเฉพาะรถที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาจรองรับหัวชาร์จมาตรฐานอื่น

ก่อนติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้าต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?
การติดตั้ง EV Charger ไม่ควรเริ่มจากการเลือกตู้ชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าและพื้นที่ติดตั้งก่อน เพราะตู้ชาร์จต้องจ่ายไฟต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะรุ่นที่มีกำลังชาร์จสูง หากระบบเดิมรองรับไม่เพียงพอ อาจต้องปรับปรุงระบบไฟฟ้าก่อนติดตั้ง ก่อนติดตั้งจึงควรตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ให้ครบ เพื่อประเมินความพร้อมของระบบและเลือกอุปกรณ์ได้เหมาะสม
1. ขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า
ต้องตรวจสอบว่ามิเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้อยู่สามารถรองรับโหลดเพิ่มเติมจาก EV Charger ได้หรือไม่ โดยต้องพิจารณาร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นภายในบ้านหรืออาคารด้วย
หากมีการใช้งานเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้กำลังสูงพร้อมกัน ควรคำนวณโหลดรวมก่อนเลือกตู้ชาร์จ เพราะการเพิ่ม EV Charger อาจทำให้ความต้องการใช้ไฟสูงขึ้นจนระบบเดิมรองรับไม่เพียงพอ
2. ขนาดสายไฟและวงจร
สายไฟและวงจรที่ใช้กับ EV Charger ต้องรองรับกระแสตามกำลังของตู้ชาร์จ และควรเลือกขนาดสายให้เหมาะกับระยะทางเดินสายและลักษณะการติดตั้ง
นอกจากขนาดสายแล้ว ควรพิจารณาการจัดวงจรและอุปกรณ์ป้องกันที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถควบคุมและตัดวงจรได้เมื่อเกิดความผิดปกติของระบบไฟฟ้า
3. โหลดไฟฟ้ารวม
หากสถานที่มีเครื่องปรับอากาศ เครื่องจักร ปั๊มน้ำ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าหลายรายการอยู่แล้ว ต้องคำนวณ โหลดไฟฟ้ารวม ก่อนเพิ่ม EV Charger
เพราะการดูเฉพาะกำลังของตู้ชาร์จอาจไม่เพียงพอ ระบบไฟฟ้าต้องรองรับทั้งตู้ชาร์จและอุปกรณ์อื่นที่ทำงานพร้อมกัน หากโหลดรวมสูงเกินความสามารถของระบบ อาจต้องปรับปรุงระบบไฟฟ้าหรือพิจารณาขนาดตู้ชาร์จใหม่ให้เหมาะสม
4. ระยะทางจากตู้ไฟถึงจุดชาร์จ
ตำแหน่งติดตั้งมีผลโดยตรงต่อระยะทางเดินสาย และรูปแบบการติดตั้ง หากจุดจอดรถอยู่ห่างจากตู้ไฟมาก อาจต้องใช้สายไฟที่ยาวขึ้น รวมถึงมีงานเดินท่อ รางสาย หรืออุปกรณ์ประกอบเพิ่มเติม
นอกจากนี้ควรเลือกตำแหน่งที่ผู้ใช้งานสามารถนำรถเข้าจอดและเสียบสายชาร์จได้สะดวก พร้อมคำนึงถึงการป้องกันสายและตู้ชาร์จจากการกระแทก น้ำ หรือสภาพแวดล้อมของพื้นที่
5. จำนวนรถที่ต้องการชาร์จ
บ้านที่มีรถ 1 คันกับอาคารที่มีจุดชาร์จหลายจุดย่อมมีความต้องการด้านระบบไฟฟ้าต่างกัน หากเป็นสำนักงาน คอนโดมิเนียม หรือสถานีชาร์จที่ต้องรองรับรถหลายคันพร้อมกัน ควรพิจารณาระบบจัดการโหลด (Load Management) เพิ่มเติม
ระบบดังกล่าวช่วยจัดสรรกำลังไฟระหว่างตู้ชาร์จแต่ละจุดตามความเหมาะสม และช่วยลดโอกาสที่การชาร์จหลายคันพร้อมกันจะทำให้โหลดไฟฟ้าของอาคารสูงเกินความสามารถของระบบ
ต้องขออนุญาตการไฟฟ้าก่อนติดตั้ง EV Charger หรือไม่?
เรื่องนี้ควรพิจารณาตามรูปแบบการติดตั้งและการปรับปรุงระบบไฟฟ้า หากมีการเพิ่มโหลดหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงขนาดมิเตอร์และระบบจ่ายไฟ อาจต้องดำเนินการตามขั้นตอนของการไฟฟ้าในพื้นที่
ดังนั้นก่อนติดตั้งควรตรวจสอบข้อกำหนดของ MEA หรือ PEA ให้ตรงกับพื้นที่และลักษณะโครงการ ไม่ควรใช้ข้อกำหนดเดียวกันกับทุกสถานที่
ตู้ชาร์จรถไฟฟ้าควรติดตั้งตรงไหน?
ตำแหน่งติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้าควรคำนึงถึงทั้ง ความสะดวกในการใช้งาน ความปลอดภัย และระบบไฟฟ้า เพื่อให้ชาร์จได้ง่ายและดูแลอุปกรณ์ได้สะดวกในระยะยาว โดยควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้
- ระยะจากตู้ไฟฟ้า ควรเดินสายได้สะดวกและไม่ต้องใช้สายยาวเกินความจำเป็น
- ตำแหน่งจอดรถ ควรอยู่ใกล้จุดชาร์จและสามารถเสียบสายเข้ากับรถได้โดยไม่กีดขวางทางเดิน
- การป้องกันน้ำและความชื้น หากติดตั้งภายนอก ควรเลือกจุดที่ป้องกันฝนและน้ำสาดได้เหมาะสม
- การระบายอากาศ ควรมีพื้นที่รอบตู้เพียงพอ ไม่ปิดกั้นช่องระบายความร้อน โดยเฉพาะตู้ที่มีกำลังสูง
- การป้องกันการกระแทก หากอยู่ใกล้พื้นที่รถวิ่ง ควรมีอุปกรณ์กั้นหรือพื้นที่ป้องกันเพื่อไม่ให้รถชนตู้
- การเข้าถึงและบำรุงรักษา ควรเป็นจุดที่ช่างสามารถตรวจสอบ ซ่อมแซม และดูแลอุปกรณ์ได้สะดวก
สำหรับพื้นที่สาธารณะหรืออาคารพาณิชย์ อาจติดตั้งกล้องวงจรปิดและ ระบบรักษาความปลอดภัย เพิ่มเติม เพื่อช่วยดูแลพื้นที่จอดรถและอุปกรณ์ชาร์จ

เลือกตู้ชาร์จรถไฟฟ้าอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน?
ก่อนตัดสินใจซื้อหรือว่าจ้างติดตั้ง ควรพิจารณาทั้งรูปแบบการใช้งาน รถที่นำมาชาร์จ และความพร้อมของระบบไฟฟ้า โดยเริ่มจากคำถามเหล่านี้
1. ชาร์จที่ไหน?
บ้าน สำนักงาน คอนโดมิเนียม หรือสถานีชาร์จ แต่ละพื้นที่มีข้อจำกัดด้านระบบไฟฟ้าและรูปแบบการติดตั้งแตกต่างกัน จึงควรเลือกตู้ให้เหมาะกับสถานที่ตั้ง
2. มีเวลาจอดรถนานแค่ไหน?
หากจอดรถข้ามคืนหรือหลายชั่วโมง อาจไม่จำเป็นต้องใช้ตู้ชาร์จกำลังสูง เพราะสามารถชาร์จได้ในช่วงที่รถจอดโดยไม่ต้องเร่งความเร็วในการชาร์จ
3. รถรองรับกำลังชาร์จเท่าไร?
รถยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นรองรับกำลังชาร์จ AC และ DC แตกต่างกัน ควรตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิตรถก่อนเลือกตู้ เพื่อให้กำลังชาร์จที่ติดตั้งเหมาะกับรถ
4. ระบบไฟฟ้ารองรับหรือไม่?
ควรตรวจสอบขนาดมิเตอร์ สายไฟ วงจร และโหลดไฟฟ้ารวมก่อนติดตั้ง โดยเฉพาะบ้านหรืออาคารที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการใช้งานพร้อมกัน
5. ต้องชาร์จกี่คันพร้อมกัน?
หากมีรถหลายคันหรือมีจุดชาร์จมากกว่าหนึ่งจุด ควรวางแผนกำลังไฟให้เพียงพอต่อการใช้งาน และอาจพิจารณาระบบจัดการโหลดเพื่อแบ่งกำลังไฟระหว่างแต่ละจุด
6. ใช้งานส่วนตัวหรือเชิงธุรกิจ?
การติดตั้งเพื่อใช้งานส่วนตัวอาจเน้นความสะดวกและความเหมาะสมกับรถเป็นหลัก แต่หากเปิดให้ลูกค้าหรือบุคคลทั่วไปใช้ อาจต้องมีระบบจัดการผู้ใช้งาน การควบคุมสิทธิ์ และการคิดค่าบริการเพิ่มเติม
ดังนั้น ตู้ชาร์จที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่มีกำลังสูงที่สุด แต่ควรเลือกให้สอดคล้องกับรถ ระบบไฟฟ้า สถานที่ และรูปแบบการใช้งานจริง
สรุป
การเลือก ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) ควรพิจารณามากกว่ากำลังชาร์จ เพราะต้องดูทั้งประเภท AC หรือ DC ความสามารถในการรับไฟของรถ ระบบไฟฟ้าของสถานที่ จำนวนรถที่ต้องชาร์จ และตำแหน่งติดตั้งให้เหมาะสม หากประเมินข้อมูลเหล่านี้ก่อน จะช่วยให้เลือกอุปกรณ์ได้ตรงกับการใช้งานและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังติดตั้ง
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน สำนักงาน อาคาร หรือสถานีชาร์จ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบระบบไฟฟ้าและประเมินหน้างานก่อน เพื่อกำหนดขนาดตู้ ระบบป้องกัน และแนวทางติดตั้งให้เหมาะกับพื้นที่จริง
FAQ
Q1: ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า AC กับ DC เลือกแบบไหนดี?
A: เลือก AC Charger หากเน้นชาร์จที่บ้านหรือสถานที่ที่จอดรถได้นาน ส่วน DC Charger เหมาะกับสถานที่ที่ต้องการชาร์จเร็วและมีรถเข้ามาใช้บริการต่อเนื่อง
Q2: บ้านใช้ไฟ 1 เฟส ติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้าได้ไหม?
A: สามารถติดตั้งได้ แต่ต้องตรวจสอบกำลังไฟของมิเตอร์ โหลดไฟฟ้าเดิม และกำลังชาร์จที่ต้องการก่อน หากระบบไฟฟ้าไม่เพียงพอ อาจต้องปรับปรุงระบบหรือพิจารณาเปลี่ยนขนาดมิเตอร์
Q3: ตู้ชาร์จ 22 kW ทำให้รถชาร์จได้ 22 kW หรือไม่?
A: ไม่เสมอไป เพราะรถแต่ละรุ่นมีข้อจำกัดในการรับกำลังชาร์จ หากรถรองรับ AC สูงสุดต่ำกว่า 22 kW รถก็จะรับไฟได้ตามความสามารถของรถ
Q4: ติดตั้ง DC Charger ที่บ้านได้หรือไม่?
A: สามารถติดตั้งได้หากระบบไฟฟ้ารองรับ แต่ต้องใช้กำลังไฟสูงและมีต้นทุนระบบมากกว่า AC Charger จึงควรพิจารณาความจำเป็นและรูปแบบการใช้งานก่อน
Q5: ก่อนติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้าต้องสำรวจอะไรบ้าง?
A: ควรตรวจสอบขนาดมิเตอร์ โหลดไฟฟ้ารวม สายเมน ตู้ไฟ ตำแหน่งจอดรถ ระยะเดินสาย และกำลังชาร์จที่ต้องการ เพื่อออกแบบระบบให้เหมาะกับสถานที่
หากคุณกำลังมองหาตู้ชาร์จรถไฟฟ้าที่เหมาะกับรถและระบบไฟฟ้าของสถานที่ CSK Power Technology รับติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้า AC และ DC พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินแนวทางติดตั้งให้เหมาะกับการใช้งานจริง
ดูบริการได้ที่ รับติดตั้ง DC Charger และ รับติดตั้ง AC Charger
☎️ Tel: 02-583-1441, 065-239-4655
🟢 Line: @cskpower
📬 Email: csk.powertech.office@gmail.com
📘 Facebook: ซีเอสเค เพาเวอร์ เทคโนโลยี จำกัด