ติดต่อผ่าน Email
สอบถามข้อมูลบริการ และปรึกษาฟรี

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า มีกี่ประเภท? เปรียบเทียบ AC, DC และระบบไฟฟ้าก่อนติดตั้ง

เผยแพร่เมื่อ:
29 September 2026

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) มีหลายรูปแบบ โดยประเภทที่พบได้บ่อยคือ AC Charger และ DC Charger ซึ่งแตกต่างกันทั้งด้านกำลังชาร์จ ระยะเวลาในการชาร์จ ระบบไฟฟ้าที่ต้องใช้ และงบประมาณในการติดตั้ง

บทความนี้จะพาไปรู้จักประเภทของตู้ชาร์จรถไฟฟ้า เปรียบเทียบ AC กับ DC มาตรฐานหัวชาร์จที่พบในประเทศไทย และสิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนติดตั้ง เพื่อให้เลือกอุปกรณ์ได้เหมาะกับการใช้งานจริง

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า คืออะไร?

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) คืออุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมและจ่ายพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมมีระบบควบคุมการชาร์จและระบบป้องกันที่เกี่ยวข้อง

ไฟฟ้าจากบ้านและอาคารทั่วไปเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ขณะที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเก็บพลังงานในรูปแบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ดังนั้นการชาร์จจึงต้องมีการแปลงไฟในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง จุดที่ทำหน้าที่แปลงไฟนี้เองเป็นหนึ่งในความแตกต่างสำคัญระหว่าง AC Charger และ DC Charger

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่ประเภท?

โดยทั่วไปสามารถแบ่งตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามรูปแบบการจ่ายไฟได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

1. AC Charger

AC Charger จะจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับเข้าสู่รถ จากนั้น On-board Charger ที่อยู่ภายในรถจะทำหน้าที่แปลงไฟ AC เป็น DC ก่อนส่งเข้าสู่แบตเตอรี่ กำลังชาร์จที่พบได้บ่อยอยู่ที่ประมาณ 7–22 kW แต่กำลังที่รถรับได้จริงขึ้นอยู่กับรุ่นรถและระบบไฟฟ้าที่ติดตั้ง

AC Charger จึงเหมาะกับสถานที่ที่สามารถจอดรถได้นาน เช่น

  • บ้านพักอาศัย
  • คอนโดมิเนียม
  • อาคารสำนักงาน
  • โรงแรม
  • สถานที่ทำงาน

ข้อดี คือมีต้นทุนอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าโดยรวมถูกกว่า DC Charger และเหมาะกับการชาร์จข้ามคืนหรือชาร์จระหว่างจอดรถ

2. DC Charger

DC Charger จะทำการแปลงไฟ AC เป็น DC ภายในตู้ ก่อนจ่ายไฟเข้าสู่แบตเตอรี่โดยตรง ทำให้รองรับกำลังชาร์จสูงกว่า AC Charger ได้ ระยะเวลาในการชาร์จขึ้นอยู่กับกำลังของตู้ ความสามารถในการรับไฟของรถ และระดับแบตเตอรี่ขณะเริ่มชาร์จ

DC Charger จึงมักใช้ในสถานที่ที่ต้องการให้รถกลับมาใช้งานได้เร็ว เช่น

  • สถานีชาร์จสาธารณะ
  • ปั๊มน้ำมัน
  • ศูนย์บริการรถยนต์
  • อาคารพาณิชย์
  • จุดพักรถ

ข้อจำกัด คือระบบต้องรองรับกำลังไฟสูงกว่า และมีต้นทุนทั้งอุปกรณ์และงานติดตั้งสูงกว่า AC Charger

AC Charger กับ DC Charger ต่างกันอย่างไร?

เมื่อเลือกตู้ชาร์จ สิ่งที่ควรดูไม่ใช่แค่ความเร็วในการชาร์จ แต่รวมถึงระบบไฟฟ้าและรูปแบบการใช้งานของสถานที่ด้วย ลองดูความแตกต่างของ AC Charger และ DC Charger ในแต่ละด้าน เพื่อช่วยให้เห็นภาพและเลือกประเภทที่เหมาะกับการใช้งานได้ง่ายขึ้น

ข้อเปรียบเทียบ AC Charger DC Charger
การจ่ายไฟ AC เข้าไปที่รถ DC เข้าแบตเตอรี่โดยตรง
ตัวแปลงไฟ อยู่ในรถ อยู่ในตู้ชาร์จ
ความเร็วในการชาร์จ โดยทั่วไปช้ากว่า โดยทั่วไปเร็วกว่า
กำลังไฟ ต่ำถึงปานกลาง ปานกลางถึงสูง
สถานที่ใช้งาน บ้าน สำนักงาน คอนโดฯ สถานีชาร์จ อาคารพาณิชย์
ต้นทุนระบบ โดยทั่วไปน้อยกว่า โดยทั่วไปสูงกว่า
ระยะเวลาจอด เหมาะกับการจอดนาน เหมาะกับการจอดช่วงสั้น

ดังนั้น หากรถจอดอยู่บ้านตลอดคืน การเลือก AC Charger อาจตอบโจทย์มากกว่าการติดตั้ง DC Charger ที่มีกำลังสูง แต่หากเป็นสถานีชาร์จที่ต้องรองรับรถหลายคันและผู้ใช้ต้องการชาร์จในเวลาจำกัด DC Charger ก็เหมาะกับลักษณะการใช้งานมากกว่า

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้าควรเลือกกี่ kW?

กำลังไฟของตู้ชาร์จควรเลือกจาก ความสามารถในการรับไฟของรถและระบบไฟฟ้าของสถานที่ ไม่ใช่เลือกจากกำลังสูงสุดของตู้เพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น หากรถรองรับ AC ได้สูงสุด 7.4 kW การติดตั้ง AC Charger ขนาด 22 kW ก็ไม่ได้หมายความว่ารถจะชาร์จด้วยกำลัง 22 kW ได้

ก่อนเลือกจึงควรดูข้อมูล 3 ส่วน ได้แก่

  1. รถรองรับการชาร์จ AC หรือ DC สูงสุดเท่าไร
  2. ต้องการชาร์จให้เต็มภายในระยะเวลาเท่าไร
  3. ระบบไฟฟ้าของสถานที่รองรับกำลังชาร์จที่ต้องการหรือไม่

สำหรับบ้านที่ใช้รถเป็นประจำแต่สามารถจอดรถข้ามคืนได้ การเลือกกำลังชาร์จที่เหมาะกับระบบไฟฟ้าอาจเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกตู้ที่มีกำลังสูงที่สุดเสมอไป

มาตรฐานหัวชาร์จรถไฟฟ้าที่พบในประเทศไทย

นอกจากกำลังชาร์จแล้ว หัวชาร์จ ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องตรวจสอบก่อนเลือกตู้ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นอาจรองรับมาตรฐานหัวชาร์จไม่เหมือนกัน หากเลือกตู้ที่หัวชาร์จไม่ตรงกับรถ ก็ไม่สามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้

สำหรับหัวชาร์จที่พบได้บ่อยในประเทศไทย มีทั้ง Type 2 สำหรับการชาร์จแบบ AC และ CCS2 สำหรับการชาร์จแบบ DC โดยแต่ละแบบมีลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน ดังนี้

Type 2

Type 2 เป็นหัวชาร์จสำหรับระบบ AC ที่พบได้ทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทย โดยกำลังชาร์จที่ใช้งานได้จริงขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวรถและตู้ชาร์จ

CCS2

CCS2 (Combined Charging System 2) เป็นหัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบ DC ที่พบได้ทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จในประเทศไทย โดยสามารถรองรับการชาร์จด้วยกำลังสูงกว่า AC ได้ในหลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกหรือติดตั้งตู้ชาร์จ ควรตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิตรถหรือคู่มือรถโดยตรง เพราะรถบางรุ่น โดยเฉพาะรถที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาจรองรับหัวชาร์จมาตรฐานอื่น

DC Charger

ก่อนติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้าต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?

การติดตั้ง EV Charger ไม่ควรเริ่มจากการเลือกตู้ชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าและพื้นที่ติดตั้งก่อน เพราะตู้ชาร์จต้องจ่ายไฟต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะรุ่นที่มีกำลังชาร์จสูง หากระบบเดิมรองรับไม่เพียงพอ อาจต้องปรับปรุงระบบไฟฟ้าก่อนติดตั้ง ก่อนติดตั้งจึงควรตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ให้ครบ เพื่อประเมินความพร้อมของระบบและเลือกอุปกรณ์ได้เหมาะสม

1. ขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า

ต้องตรวจสอบว่ามิเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้อยู่สามารถรองรับโหลดเพิ่มเติมจาก EV Charger ได้หรือไม่ โดยต้องพิจารณาร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นภายในบ้านหรืออาคารด้วย

หากมีการใช้งานเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้กำลังสูงพร้อมกัน ควรคำนวณโหลดรวมก่อนเลือกตู้ชาร์จ เพราะการเพิ่ม EV Charger อาจทำให้ความต้องการใช้ไฟสูงขึ้นจนระบบเดิมรองรับไม่เพียงพอ

2. ขนาดสายไฟและวงจร

สายไฟและวงจรที่ใช้กับ EV Charger ต้องรองรับกระแสตามกำลังของตู้ชาร์จ และควรเลือกขนาดสายให้เหมาะกับระยะทางเดินสายและลักษณะการติดตั้ง

นอกจากขนาดสายแล้ว ควรพิจารณาการจัดวงจรและอุปกรณ์ป้องกันที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถควบคุมและตัดวงจรได้เมื่อเกิดความผิดปกติของระบบไฟฟ้า

3. โหลดไฟฟ้ารวม

หากสถานที่มีเครื่องปรับอากาศ เครื่องจักร ปั๊มน้ำ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าหลายรายการอยู่แล้ว ต้องคำนวณ โหลดไฟฟ้ารวม ก่อนเพิ่ม EV Charger

เพราะการดูเฉพาะกำลังของตู้ชาร์จอาจไม่เพียงพอ ระบบไฟฟ้าต้องรองรับทั้งตู้ชาร์จและอุปกรณ์อื่นที่ทำงานพร้อมกัน หากโหลดรวมสูงเกินความสามารถของระบบ อาจต้องปรับปรุงระบบไฟฟ้าหรือพิจารณาขนาดตู้ชาร์จใหม่ให้เหมาะสม

4. ระยะทางจากตู้ไฟถึงจุดชาร์จ

ตำแหน่งติดตั้งมีผลโดยตรงต่อระยะทางเดินสาย และรูปแบบการติดตั้ง หากจุดจอดรถอยู่ห่างจากตู้ไฟมาก อาจต้องใช้สายไฟที่ยาวขึ้น รวมถึงมีงานเดินท่อ รางสาย หรืออุปกรณ์ประกอบเพิ่มเติม

นอกจากนี้ควรเลือกตำแหน่งที่ผู้ใช้งานสามารถนำรถเข้าจอดและเสียบสายชาร์จได้สะดวก พร้อมคำนึงถึงการป้องกันสายและตู้ชาร์จจากการกระแทก น้ำ หรือสภาพแวดล้อมของพื้นที่

5. จำนวนรถที่ต้องการชาร์จ

บ้านที่มีรถ 1 คันกับอาคารที่มีจุดชาร์จหลายจุดย่อมมีความต้องการด้านระบบไฟฟ้าต่างกัน หากเป็นสำนักงาน คอนโดมิเนียม หรือสถานีชาร์จที่ต้องรองรับรถหลายคันพร้อมกัน ควรพิจารณาระบบจัดการโหลด (Load Management) เพิ่มเติม

ระบบดังกล่าวช่วยจัดสรรกำลังไฟระหว่างตู้ชาร์จแต่ละจุดตามความเหมาะสม และช่วยลดโอกาสที่การชาร์จหลายคันพร้อมกันจะทำให้โหลดไฟฟ้าของอาคารสูงเกินความสามารถของระบบ

ต้องขออนุญาตการไฟฟ้าก่อนติดตั้ง EV Charger หรือไม่?

เรื่องนี้ควรพิจารณาตามรูปแบบการติดตั้งและการปรับปรุงระบบไฟฟ้า หากมีการเพิ่มโหลดหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงขนาดมิเตอร์และระบบจ่ายไฟ อาจต้องดำเนินการตามขั้นตอนของการไฟฟ้าในพื้นที่

ดังนั้นก่อนติดตั้งควรตรวจสอบข้อกำหนดของ MEA หรือ PEA ให้ตรงกับพื้นที่และลักษณะโครงการ ไม่ควรใช้ข้อกำหนดเดียวกันกับทุกสถานที่

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้าควรติดตั้งตรงไหน?

ตำแหน่งติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้าควรคำนึงถึงทั้ง ความสะดวกในการใช้งาน ความปลอดภัย และระบบไฟฟ้า เพื่อให้ชาร์จได้ง่ายและดูแลอุปกรณ์ได้สะดวกในระยะยาว โดยควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้

  • ระยะจากตู้ไฟฟ้า ควรเดินสายได้สะดวกและไม่ต้องใช้สายยาวเกินความจำเป็น
  • ตำแหน่งจอดรถ ควรอยู่ใกล้จุดชาร์จและสามารถเสียบสายเข้ากับรถได้โดยไม่กีดขวางทางเดิน
  • การป้องกันน้ำและความชื้น หากติดตั้งภายนอก ควรเลือกจุดที่ป้องกันฝนและน้ำสาดได้เหมาะสม
  • การระบายอากาศ ควรมีพื้นที่รอบตู้เพียงพอ ไม่ปิดกั้นช่องระบายความร้อน โดยเฉพาะตู้ที่มีกำลังสูง
  • การป้องกันการกระแทก หากอยู่ใกล้พื้นที่รถวิ่ง ควรมีอุปกรณ์กั้นหรือพื้นที่ป้องกันเพื่อไม่ให้รถชนตู้
  • การเข้าถึงและบำรุงรักษา ควรเป็นจุดที่ช่างสามารถตรวจสอบ ซ่อมแซม และดูแลอุปกรณ์ได้สะดวก

สำหรับพื้นที่สาธารณะหรืออาคารพาณิชย์ อาจติดตั้งกล้องวงจรปิดและ ระบบรักษาความปลอดภัย เพิ่มเติม เพื่อช่วยดูแลพื้นที่จอดรถและอุปกรณ์ชาร์จ

AC Charger

เลือกตู้ชาร์จรถไฟฟ้าอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน?

ก่อนตัดสินใจซื้อหรือว่าจ้างติดตั้ง ควรพิจารณาทั้งรูปแบบการใช้งาน รถที่นำมาชาร์จ และความพร้อมของระบบไฟฟ้า โดยเริ่มจากคำถามเหล่านี้

1. ชาร์จที่ไหน?

บ้าน สำนักงาน คอนโดมิเนียม หรือสถานีชาร์จ แต่ละพื้นที่มีข้อจำกัดด้านระบบไฟฟ้าและรูปแบบการติดตั้งแตกต่างกัน จึงควรเลือกตู้ให้เหมาะกับสถานที่ตั้ง

2. มีเวลาจอดรถนานแค่ไหน?

หากจอดรถข้ามคืนหรือหลายชั่วโมง อาจไม่จำเป็นต้องใช้ตู้ชาร์จกำลังสูง เพราะสามารถชาร์จได้ในช่วงที่รถจอดโดยไม่ต้องเร่งความเร็วในการชาร์จ

3. รถรองรับกำลังชาร์จเท่าไร?

รถยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นรองรับกำลังชาร์จ AC และ DC แตกต่างกัน ควรตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิตรถก่อนเลือกตู้ เพื่อให้กำลังชาร์จที่ติดตั้งเหมาะกับรถ

4. ระบบไฟฟ้ารองรับหรือไม่?

ควรตรวจสอบขนาดมิเตอร์ สายไฟ วงจร และโหลดไฟฟ้ารวมก่อนติดตั้ง โดยเฉพาะบ้านหรืออาคารที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการใช้งานพร้อมกัน

5. ต้องชาร์จกี่คันพร้อมกัน?

หากมีรถหลายคันหรือมีจุดชาร์จมากกว่าหนึ่งจุด ควรวางแผนกำลังไฟให้เพียงพอต่อการใช้งาน และอาจพิจารณาระบบจัดการโหลดเพื่อแบ่งกำลังไฟระหว่างแต่ละจุด

6. ใช้งานส่วนตัวหรือเชิงธุรกิจ?

การติดตั้งเพื่อใช้งานส่วนตัวอาจเน้นความสะดวกและความเหมาะสมกับรถเป็นหลัก แต่หากเปิดให้ลูกค้าหรือบุคคลทั่วไปใช้ อาจต้องมีระบบจัดการผู้ใช้งาน การควบคุมสิทธิ์ และการคิดค่าบริการเพิ่มเติม

ดังนั้น ตู้ชาร์จที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่มีกำลังสูงที่สุด แต่ควรเลือกให้สอดคล้องกับรถ ระบบไฟฟ้า สถานที่ และรูปแบบการใช้งานจริง

สรุป

การเลือก ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) ควรพิจารณามากกว่ากำลังชาร์จ เพราะต้องดูทั้งประเภท AC หรือ DC ความสามารถในการรับไฟของรถ ระบบไฟฟ้าของสถานที่ จำนวนรถที่ต้องชาร์จ และตำแหน่งติดตั้งให้เหมาะสม หากประเมินข้อมูลเหล่านี้ก่อน จะช่วยให้เลือกอุปกรณ์ได้ตรงกับการใช้งานและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังติดตั้ง

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน สำนักงาน อาคาร หรือสถานีชาร์จ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบระบบไฟฟ้าและประเมินหน้างานก่อน เพื่อกำหนดขนาดตู้ ระบบป้องกัน และแนวทางติดตั้งให้เหมาะกับพื้นที่จริง

FAQ

Q1: ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า AC กับ DC เลือกแบบไหนดี?

A: เลือก AC Charger หากเน้นชาร์จที่บ้านหรือสถานที่ที่จอดรถได้นาน ส่วน DC Charger เหมาะกับสถานที่ที่ต้องการชาร์จเร็วและมีรถเข้ามาใช้บริการต่อเนื่อง

Q2: บ้านใช้ไฟ 1 เฟส ติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้าได้ไหม?

A: สามารถติดตั้งได้ แต่ต้องตรวจสอบกำลังไฟของมิเตอร์ โหลดไฟฟ้าเดิม และกำลังชาร์จที่ต้องการก่อน หากระบบไฟฟ้าไม่เพียงพอ อาจต้องปรับปรุงระบบหรือพิจารณาเปลี่ยนขนาดมิเตอร์

Q3: ตู้ชาร์จ 22 kW ทำให้รถชาร์จได้ 22 kW หรือไม่?

A: ไม่เสมอไป เพราะรถแต่ละรุ่นมีข้อจำกัดในการรับกำลังชาร์จ หากรถรองรับ AC สูงสุดต่ำกว่า 22 kW รถก็จะรับไฟได้ตามความสามารถของรถ

Q4: ติดตั้ง DC Charger ที่บ้านได้หรือไม่?

A: สามารถติดตั้งได้หากระบบไฟฟ้ารองรับ แต่ต้องใช้กำลังไฟสูงและมีต้นทุนระบบมากกว่า AC Charger จึงควรพิจารณาความจำเป็นและรูปแบบการใช้งานก่อน

Q5: ก่อนติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้าต้องสำรวจอะไรบ้าง?

A: ควรตรวจสอบขนาดมิเตอร์ โหลดไฟฟ้ารวม สายเมน ตู้ไฟ ตำแหน่งจอดรถ ระยะเดินสาย และกำลังชาร์จที่ต้องการ เพื่อออกแบบระบบให้เหมาะกับสถานที่


หากคุณกำลังมองหาตู้ชาร์จรถไฟฟ้าที่เหมาะกับรถและระบบไฟฟ้าของสถานที่ CSK Power Technology รับติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้า AC และ DC พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินแนวทางติดตั้งให้เหมาะกับการใช้งานจริง

ดูบริการได้ที่ รับติดตั้ง DC Charger และ รับติดตั้ง AC Charger


☎️ Tel: 02-583-1441, 065-239-4655

🟢 Line: @cskpower

📬 Email: csk.powertech.office@gmail.com

📘 Facebook: ซีเอสเค เพาเวอร์ เทคโนโลยี จำกัด

 

อ่านข่าวสารเพิ่มเติม

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) มีทั้ง AC และ DC แตกต่างกันด้านกำลังชาร์จ ระยะเวลา ระบบไฟฟ้า และงบประมาณ ควรเลือกให้เหมาะกับรถและสถานที่ติดตั้ง
29 September 2026
ATS สลับไฟ ทำหน้าที่ตรวจสอบไฟฟ้าหลักและสลับไปใช้ไฟสำรองโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดไฟดับหรือไฟฟ้าผิดปกติ โดยมักทำงานร่วมกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
29 September 2026
ระบบรักษาความปลอดภัย คือชุดอุปกรณ์และขั้นตอนการทำงานที่ช่วยป้องกันการบุกรุก ตรวจจับเหตุผิดปกติ และดูแลชีวิตกับทรัพย์สินภายในองค์กร
29 September 2026
Cooling Tower หรือหอหล่อเย็น คืออุปกรณ์ระบายความร้อนจากน้ำในระบบ Chiller และกระบวนการผลิตในโรงงาน โดยใช้การแลกเปลี่ยนความร้อนระหว่างน้ำกับอากาศ
29 September 2026
ค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่า FT คือ ส่วนหนึ่งของค่าไฟฟ้าที่ปรับทุก 4 เดือนตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนเชื้อเพลิงและการผลิตไฟฟ้า เช่น ราคาก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และพลังงานนำเข้า
28 August 2026
โซล่าเซลล์แบบ On Grid คือระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้า โดยใช้ Inverter แปลงไฟ DC เป็น AC และไม่มีแบตเตอรี่ จึงเหมาะสำหรับลดค่าไฟในช่วงกลางวัน
28 August 2026