ขนาดหม้อแปลง 3 เฟสที่เหมาะสม ต้องคำนวณจาก 4 ปัจจัยครบ คือโหลดรวม Diversity Factor Growth Factor และ Safety Margin แล้วจึงปัดขึ้นให้ตรงขนาดมาตรฐาน
ถ้าคุณกำลังจะสร้างบ้าน เปิดโรงงาน หรือขยายอาคารแล้วการไฟฟ้าถามว่า "ต้องใช้หม้อแปลงกี่ kVA?" แล้วคุณยังไม่รู้ว่าจะตอบเท่าไหร่ดี คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่เจอปัญหานี้ เจ้าของโครงการหลายคนเดาตามคำแนะนำของช่าง หรือเลือกตามที่คนอื่นเคยใช้ สุดท้ายก็ได้หม้อแปลงที่ใหญ่เกินจนเสียค่า no-load loss ไปทุกเดือน หรือเล็กเกินจนไฟตกไฟดับตอนเปิดเครื่องพร้อมกัน
ขนาดหม้อแปลง 3 เฟสที่เหมาะสมไม่ได้คำนวณจากแค่จำนวนกิโลวัตต์ที่ใช้ แต่ต้องดูทั้งพฤติกรรมการใช้ไฟ ความเป็นไปได้ในการขยายอนาคต และ safety margin เผื่อโหลดกระชาก บทความนี้จะช่วยให้คุณคุยกับการไฟฟ้าหรือวิศวกรได้อย่างมั่นใจ พร้อมตัวอย่างจริงจากโครงการที่ CSK เคยทำ ตั้งแต่บ้านเดี่ยวจนถึงโรงงานขนาดกลาง
ขนาดหม้อแปลง 3 เฟสที่เหมาะสม คำนวณอย่างไร?
ขนาดหม้อแปลง 3 เฟสที่เหมาะสม คำนวณจากโหลดรวมที่ใช้จริง (kW) แล้วแปลงเป็น kVA โดยหารด้วย Power Factor จากนั้นคูณด้วย Demand Factor และเพิ่ม Safety Margin อีก 20-25% สุดท้ายปัดขึ้นให้ตรงกับขนาดมาตรฐานที่มีจำหน่าย เช่น 100, 160, 250, 315, 500 kVA

ตัวเลขที่ได้ไม่ใช่แค่ตัวเลขดิบ แต่เป็นการประเมิน "ความเป็นจริงของการใช้งาน" ว่าโหลดทั้งหมดเปิดพร้อมกันไหม มีแผนจะขยายอีกไหม และมีโอกาสที่โหลดจะกระชากแรงไหม ทุกอย่างนี้ส่งผลต่อขนาดที่เหมาะสม ไม่งั้นคุณจะจ่ายเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น หรือได้หม้อแปลงที่ใช้งานไม่ไหว
จุดสำคัญ:
ขนาดหม้อแปลงที่เหมาะสม = (kW ÷ Power Factor) × Demand Factor × 1.20-1.25 แล้วปัดขึ้นให้ตรงขนาดมาตรฐาน ถ้าคุณไม่แน่ใจตัวเลขเหล่านี้ ให้วิศวกรช่วยประเมินจะแม่นกว่าการเดา
4 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกขนาดหม้อแปลง
ก่อนจะสรุปตัวเลขว่าต้องใช้กี่ kVA วิศวกรจะดู 4 เรื่องนี้ก่อนเสมอ ถ้าดูไม่ครบ ตัวเลขที่ได้อาจจะพลาดจนกระทบทั้งค่าใช้จ่ายต้นทุนและค่าไฟรายเดือน เจ้าของโครงการหลายคนมักโฟกัสแค่ข้อแรกแล้วข้ามข้ออื่น ซึ่งทำให้เลือกผิดตั้งแต่ต้น

1. โหลดรวมที่ใช้จริง (Connected Load)
โหลดรวม คือกำลังไฟฟ้าทั้งหมดของเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ในอาคาร รวมกันแล้วได้กี่กิโลวัตต์ (kW) ตัวเลขนี้เป็นฐานในการคำนวณ และเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สุดที่ต้องรู้ก่อน
วิธีประเมินคือรวบรวมข้อมูลแอร์ มอเตอร์ ปั๊มน้ำ ไฟแสงสว่าง เครื่องจักร และอุปกรณ์ใช้ไฟทุกตัวในอาคาร บวกกันเป็นกิโลวัตต์รวม ถ้าเป็นอาคารใหม่ที่ยังไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์ ให้ใช้มาตรฐานวิศวกรรม เช่น โรงงาน 50-100 VA ต่อตารางเมตร อาคารสำนักงาน 40-60 VA ต่อตารางเมตร บ้านพักอาศัย 30-40 VA ต่อตารางเมตร
2. Diversity Factor – ไม่ใช่ทุกอย่างเปิดพร้อมกัน
Diversity Factor คือสัดส่วนของโหลดที่เปิดใช้งานจริงพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่ทุกเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเปิดทำงานพร้อมกันตลอดเวลา ค่านี้จึงช่วยลดขนาดหม้อแปลงลงให้ตรงกับความเป็นจริง
ตัวอย่างเช่น โรงงานที่มีมอเตอร์ 10 ตัว มักไม่ได้เปิดพร้อมกันทั้งหมด อาจเปิดจริงแค่ 60-70% ของเวลา ค่า Demand Factor สำหรับโรงงานทั่วไปจึงอยู่ที่ 0.6-0.8 อาคารสำนักงาน 0.5-0.7 บ้านพักอาศัย 0.4-0.6 ถ้าไม่ใช้ค่า Diversity Factor แล้วเอาโหลดรวมไปคำนวณตรง ๆ หม้อแปลงจะใหญ่เกินความจำเป็นและแพงโดยเปล่าประโยชน์
3. Growth Factor – เผื่อขยายในอนาคต
Growth Factor คือการเผื่อโหลดสำหรับการขยายตัวของธุรกิจหรือครอบครัวในอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า การเลือกหม้อแปลงไม่ใช่ของที่เปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ ต้นทุนทั้งตัวหม้อแปลงและงานติดตั้งรวมกันแล้วมีมูลค่าสูง
โดยทั่วไปจะเผื่อไว้ 20-30% ของโหลดปัจจุบัน โดยเฉพาะถ้ามีแผนจะเพิ่มเครื่องจักร ขยายอาคาร หรือเปิดสาขาเพิ่ม ถ้าเป็นบ้านพักอาศัยที่ไม่มีแผนขยาย อาจเผื่อแค่ 10-15% พอ แต่ถ้าเป็นโรงงานที่วางแผนจะเพิ่มไลน์การผลิต ควรเผื่อไว้ 30-40% เลย เพราะเปลี่ยนหม้อแปลงกลางคันจะเสียทั้งเงินและเวลา
4. Safety Margin – เผื่อโหลดกระชาก
Safety Margin คือการเผื่อโหลดสำหรับช่วงที่กระแสไฟกระชาก เช่น ตอนสตาร์ทมอเตอร์ขนาดใหญ่ หรือเปิดแอร์ชุดใหญ่พร้อมกัน โหลดกระชากเหล่านี้อาจทำให้ระบบไฟฟ้าเสียหายได้ถ้าหม้อแปลงไม่พร้อมรับ
มอเตอร์ตอนสตาร์ทสามารถดึงกระแสได้ถึง 6-7 เท่าของกระแสปกติ แอร์เครื่องใหญ่ดึงกระแสกระชากได้ 3-5 เท่า ถ้าหม้อแปลงไม่มี safety margin เพียงพอ ไฟจะตกในช่วงสตาร์ท เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ อาจพังได้ วิศวกรจึงเผื่อ safety margin อีก 20-25% ทับจาก Growth Factor ไปเลย
สูตรคำนวณ kVA ที่เหมาะสมกับงานของคุณ
สูตรคำนวณขนาดหม้อแปลง 3 เฟสที่เหมาะสม คือ kVA = (kW รวม ÷ Power Factor) × Demand Factor × (1 + Growth%) × (1 + Safety Margin%) เมื่อได้ตัวเลขแล้ว ให้ปัดขึ้นให้ตรงกับขนาดมาตรฐานที่มีจำหน่าย เพราะผู้ผลิตไม่ได้ทำทุก kVA

ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณจริง สมมุติโรงงานขนาดกลางมีโหลดรวม 400 kW, Power Factor 0.85, Demand Factor 0.7, Growth 20%, Safety Margin 20% คำนวณได้ kVA = (400 ÷ 0.85) × 0.7 × 1.20 × 1.20 = 474 kVA ปัดขึ้นเป็น 500 kVA ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานที่ใกล้ที่สุด
ค่า Power Factor ที่ควรรู้
Power Factor คือค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า ยิ่งสูงยิ่งดี ค่านี้แตกต่างกันตามประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในอาคาร ถ้าไม่รู้ค่าจริง ให้ใช้ค่ามาตรฐานตามประเภทการใช้งาน
สำหรับอาคารสำนักงานและบ้านพักอาศัยทั่วไปใช้ 0.85-0.90 โรงงานอุตสาหกรรมที่มีมอเตอร์เยอะ 0.75-0.85 ห้างสรรพสินค้าและโรงแรม 0.85-0.90 ถ้าต้องการ Power Factor สูงกว่านี้ อาจต้องติดตั้ง Capacitor Bank เพื่อปรับค่า ซึ่งจะช่วยลดขนาดหม้อแปลงและค่าไฟลงได้
ค่า Demand Factor ตามประเภทอาคาร
Demand Factor แตกต่างกันชัดเจนตามประเภทอาคารและรูปแบบการใช้งาน บางประเภทใช้ไฟสม่ำเสมอ บางประเภทใช้เป็นช่วง ๆ การรู้ค่านี้ช่วยให้ไม่ต้องเลือกหม้อแปลงใหญ่เกินความจำเป็น
ค่าอ้างอิงที่ใช้กันคือ: บ้านเดี่ยว 0.4-0.6 ทาวน์เฮาส์ 0.5-0.7 อาคารสำนักงาน 0.5-0.7 ห้างสรรพสินค้า 0.7-0.8 โรงงาน 0.6-0.8 โรงพยาบาล 0.7-0.8 โรงเรียน 0.4-0.6 ค่าตัวเลขนี้ไม่ได้ตายตัว 100% ควรปรับตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของแต่ละอาคาร
ตัวอย่างขนาดหม้อแปลงที่เหมาะสม 4 ประเภทอาคาร
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าแต่ละประเภทอาคารควรใช้ขนาดเท่าไหร่ จากประสบการณ์ทำงานให้ลูกค้าหลากหลายประเภทมากว่า 20 ปี เราสรุปเป็นช่วงที่พบบ่อยให้ดู ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประมาณการเบื้องต้น ของจริงต้องคำนวณรายโครงการ

1. บ้านเดี่ยว 1-2 ชั้น – 15-30 kVA
บ้านเดี่ยวขนาด 1-2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 150-300 ตารางเมตร ส่วนใหญ่ใช้หม้อแปลง 15-30 kVA ซึ่งเพียงพอสำหรับแอร์ 3-5 ตัว เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ และอุปกรณ์ในครัวเรือนทั่วไป
ถ้าบ้านมีสระว่ายน้ำ ห้องเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบ home automation อาจต้องเพิ่มเป็น 50 kVA ส่วนใหญ่บ้านเดี่ยวจะใช้หม้อแปลงร่วมกับบ้านใกล้เคียงของการไฟฟ้าอยู่แล้ว ไม่ต้องสั่งเฉพาะ เว้นแต่เป็นบ้านขนาดใหญ่ 400-500 ตารางเมตรขึ้นไป
2. ทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียม – 10-15 kVA ต่อหลัง/ยูนิต
ทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียมแต่ละยูนิต ใช้ประมาณ 10-15 kVA ต่อหลัง แต่ตัวหม้อแปลงจะคำนวณรวมทั้งโครงการ โดยคูณจำนวนยูนิตกับค่าต่อยูนิต แล้วใช้ Diversity Factor เพราะไม่ใช่ทุกยูนิตจะใช้ไฟเต็มที่พร้อมกัน
ตัวอย่างคอนโด 100 ยูนิต ยูนิตละ 12 kVA รวม = 1,200 kVA ใช้ Diversity Factor 0.5 = 600 kVA บวก safety margin 20% = 720 kVA ปัดขึ้นเป็น 1,000 kVA เลือกแบบ Oil-immersed Transformer ขนาดนี้จะประหยัดกว่าแบบ Dry-type อย่างชัดเจน
3. อาคารสำนักงาน – 100-250 kVA
อาคารสำนักงานขนาดกลาง 3-5 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 2,000-5,000 ตารางเมตร ใช้หม้อแปลงประมาณ 100-250 kVA แอร์เป็นโหลดหลักถึง 60-70% ของทั้งอาคาร การคำนวณต้องดูทั้งจำนวนแอร์และลิฟต์เป็นสำคัญ
อาคารสำนักงานสูง 10-20 ชั้นอาจต้องใช้หลายหม้อแปลง หรือขนาด 500-1,000 kVA ตัวเดียว บางโครงการเลือกใช้ Dry-type Transformer แทน Oil-immersed เพราะติดตั้งใกล้ห้องเครื่องในอาคารได้ ลดความเสี่ยงเรื่องไฟไหม้ แม้จะแพงกว่าประมาณ 30-40%
4. โรงงานขนาดกลาง – 315-1000 kVA
โรงงานขนาดกลางที่มีมอเตอร์ขนาด 20-100 HP หลายตัว และเครื่องจักรอัตโนมัติ ใช้หม้อแปลงประมาณ 315-1,000 kVA การคำนวณต้องใส่ Safety Margin สูงกว่าปกติ เพราะโหลดสตาร์ทมอเตอร์ดึงกระแสได้สูงมาก
โรงงานบางประเภทเช่น โรงชุบโลหะ โรงเชื่อมขนาดใหญ่ โรงพลาสติก มีโหลดกระชากสูงเป็นพิเศษ ต้องเผื่อเพิ่มเป็น 30-40% แทน 20% ปกติ บางโครงการอาจต้องแยกหม้อแปลงเฉพาะสำหรับเครื่องที่ดึงกระแสกระชากรุนแรง เพื่อไม่ให้กระทบระบบไฟของเครื่องอื่น
เลือกใหญ่เกินไป หรือเล็กเกินไป ส่งผลอย่างไร?
การเลือกขนาดหม้อแปลงผิดจะกระทบทั้งค่าใช้จ่ายทันที ค่าไฟรายเดือน อายุการใช้งาน และความปลอดภัย เจ้าของโครงการมักเข้าใจผิดว่า "ใหญ่ไว้ก่อนดีกว่า" ซึ่งจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะใหญ่เกินก็มีข้อเสียมากกว่าที่คิด

ใหญ่เกินไป เสียค่า No-load Loss ทุกเดือน
หม้อแปลงที่ใหญ่เกินความจำเป็น จะเสียค่า No-load Loss ทุกเดือนโดยไม่ได้ใช้งานเต็มที่ No-load Loss คือพลังงานที่หม้อแปลงใช้เพื่อรักษาสภาพการทำงานแม้ไม่มีโหลด เหมือนเครื่องยนต์ที่ติดเครื่องไว้เฉย ๆ โดยไม่ขับ
ตัวอย่างเช่น หม้อแปลง 500 kVA มี No-load Loss ประมาณ 900 วัตต์ ถ้าใช้จริงแค่ 30% ของความจุ คุณเสียพลังงานไปเปล่า ๆ ประมาณ 600-700 บาทต่อเดือน หรือ 8,000 บาทต่อปี ตลอด 20-25 ปีของอายุหม้อแปลง = เงินที่เสียไปเกือบ 200,000 บาท ยังไม่รวมต้นทุนหม้อแปลงใหญ่ที่แพงกว่าโดยไม่จำเป็น
เล็กเกินไป โอเวอร์โหลด อายุสั้น
หม้อแปลงที่เล็กเกินไป จะทำงานเกินพิกัด (Overload) ตลอดเวลา ส่งผลให้ความร้อนสะสมสูง ฉนวนเสื่อมเร็ว อายุการใช้งานสั้นลง และเสี่ยงไฟไหม้ อาการที่เห็นชัดคือไฟตกเมื่อเปิดเครื่องพร้อมกัน
โดยทั่วไปหม้อแปลงออกแบบให้ทำงานที่โหลด 60-80% จะเหมาะสมที่สุด อายุการใช้งานจะยืดได้ 25-30 ปี ถ้าทำงานที่ 90-100% ตลอดเวลา อายุจะเหลือแค่ 10-15 ปี และถ้าโอเวอร์โหลดถึง 120% บ่อย ๆ อาจใช้ได้แค่ 5-7 ปีก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนกลางคันจะแพงกว่าการเลือกขนาดที่เหมาะสมตั้งแต่แรกมาก
ข้อควรระวัง:
อย่าเลือกหม้อแปลงใหญ่เกินแบบ "เผื่อไว้ก่อน" ถ้าไม่มีแผนขยายชัดเจน เพราะจะเสียเงินทั้งต้นทุนและค่า No-load Loss ทุกเดือน ในทางกลับกัน อย่าเลือกเล็กเกินเพราะคิดว่าประหยัด เพราะจะได้หม้อแปลงที่อายุสั้นและไฟตกบ่อย
เมื่อไหร่ต้องขอหม้อแปลงเฉพาะจากการไฟฟ้า?
หม้อแปลงเฉพาะ (Dedicated Transformer) คือหม้อแปลงที่ให้บริการเฉพาะอาคารของคุณโดยไม่ต้องแชร์กับเพื่อนบ้าน เหมาะสำหรับโครงการที่ต้องการคุณภาพไฟฟ้าสูง หรือมีโหลดที่กระทบต่อผู้ใช้ไฟคนอื่นได้

โดยทั่วไปการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะแนะนำให้ขอหม้อแปลงเฉพาะถ้าโหลดรวมเกิน 100 kVA ขึ้นไป หรือมีโหลดกระชากรุนแรง เช่น มอเตอร์ขนาดใหญ่กว่า 50 HP เครื่องเชื่อม เตาหลอม โรงชุบโลหะ เครื่อง X-ray หรือโหลดที่ต้องการคุณภาพไฟสูงอย่างโรงพยาบาล ศูนย์ข้อมูล โรงงานอิเล็กทรอนิกส์
ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งหม้อแปลงเฉพาะมี 2 ส่วนหลัก คือค่าหม้อแปลงและอุปกรณ์ (เจ้าของโครงการรับผิดชอบ) กับค่าเดินสายเมนไฟฟ้าจากเสาการไฟฟ้ามายังหม้อแปลง (ขึ้นอยู่กับระยะทาง) รวมแล้วสำหรับหม้อแปลง 250-500 kVA จะอยู่ที่ 300,000-800,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่น ยี่ห้อ และระยะทางการเดินสาย
CSK ช่วยคำนวณและเลือกขนาดที่เหมาะสมให้คุณ
ที่ CSK Power Technology เราให้บริการประเมินและคำนวณขนาดหม้อแปลง 3 เฟสที่เหมาะสมกับโครงการของคุณ ตั้งแต่บ้านพักอาศัย ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน โรงงาน จนถึงระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทีมวิศวกรของเราจะช่วยดูทั้ง 4 ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น และประเมินจากแบบแปลนหรือข้อมูลการใช้งานจริง
Tips:
ก่อนคุยกับวิศวกร ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้: แบบแปลนอาคาร, รายการอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะใช้ (แอร์ ปั๊ม มอเตอร์ ฯลฯ), พื้นที่ใช้สอย, แผนการขยายใน 5-10 ปี การมีข้อมูลครบจะทำให้ได้คำแนะนำที่แม่นยำขึ้น
นอกจากคำนวณขนาดแล้ว เรายังช่วยดูแลเรื่องการเลือกยี่ห้อที่เหมาะกับงบประมาณ การประสานงานกับการไฟฟ้าเพื่อขอหม้อแปลงเฉพาะ งานติดตั้งโดยทีมช่างที่มีใบอนุญาต และการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน รับรองว่าคุณจะได้หม้อแปลงที่ใช้ได้จริง ไม่เล็กเกิน ไม่ใหญ่เกิน
สรุป
ขนาดหม้อแปลง 3 เฟสที่เหมาะสม ต้องคำนวณจาก 4 ปัจจัยครบ คือโหลดรวม Diversity Factor Growth Factor และ Safety Margin แล้วจึงปัดขึ้นให้ตรงขนาดมาตรฐาน การเลือกผิดทั้งใหญ่เกินและเล็กเกิน จะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและอายุการใช้งานในระยะยาว
สำหรับช่วงขนาดที่พบบ่อยตามประเภทอาคาร: บ้านเดี่ยว 15-30 kVA, ทาวน์เฮาส์ 10-15 kVA ต่อยูนิต, อาคารสำนักงาน 100-250 kVA, โรงงานขนาดกลาง 315-1,000 kVA ถ้าโหลดเกิน 100 kVA หรือมีโหลดกระชากรุนแรง ควรขอหม้อแปลงเฉพาะจากการไฟฟ้า และถ้าไม่มั่นใจ ให้วิศวกรช่วยคำนวณจะแม่นกว่าการเดา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: จะรู้ได้ยังไงว่าควรใช้หม้อแปลงกี่ kVA?
A: ต้องคำนวณจากโหลดรวม (kW) หารด้วย Power Factor แล้วคูณด้วย Demand Factor และเพิ่ม Safety Margin 20-25% สุดท้ายปัดขึ้นให้ตรงกับขนาดมาตรฐาน วิธีที่แม่นยำที่สุดคือให้วิศวกรคำนวณจากแบบแปลนและรายการอุปกรณ์ที่จะใช้จริง
Q2: หม้อแปลง 3 เฟสที่เล็กที่สุดที่ติดตั้งได้คือกี่ kVA?
A: ขนาดมาตรฐานที่เล็กที่สุดคือ 25 kVA แต่ในทางปฏิบัติ การไฟฟ้ามักไม่แนะนำหม้อแปลง 3 เฟสสำหรับบ้านพักอาศัยเล็ก ๆ ที่โหลดต่ำกว่า 50 kVA เพราะไม่คุ้มค่าและสามารถใช้ระบบ 1 เฟสได้แทน
Q3: ถ้าเลือกหม้อแปลงขนาดที่ใหญ่กว่าที่คำนวณ 1 ขั้นได้ไหม?
A: เลือกใหญ่กว่า 1 ขั้นได้ ถ้ามีแผนขยายในอนาคตชัดเจน แต่ถ้าไม่มีแผน ไม่ควรเผื่อเกิน 1 ขั้น เพราะจะเสียค่า No-load Loss เพิ่มขึ้นทุกเดือน และต้นทุนหม้อแปลงใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Q4: ต้องขอหม้อแปลงเฉพาะจากการไฟฟ้ายังไง?
A: ติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่ (กฟน. หรือ กฟภ.) พร้อมแบบแปลนอาคาร รายการอุปกรณ์ไฟฟ้า และการคำนวณโหลดจากวิศวกร การไฟฟ้าจะประเมินและแจ้งค่าใช้จ่าย รวมถึงขั้นตอนการอนุมัติ ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลา 1-3 เดือน
Q5: ค่าติดตั้งหม้อแปลง 3 เฟสประมาณเท่าไหร่?
A: ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับขนาดและยี่ห้อ สำหรับหม้อแปลง 100 kVA อยู่ที่ 150,000-250,000 บาท, 250 kVA ที่ 300,000-450,000 บาท, 500 kVA ที่ 500,000-800,000 บาท ยังไม่รวมค่าเดินสายเมนไฟฟ้า ค่าอุปกรณ์สวิตช์เกียร์ และค่าดำเนินการขออนุญาต
ถ้าคุณกำลังจะติดตั้งหม้อแปลง 3 เฟสแต่ยังไม่แน่ใจขนาดที่เหมาะสม ติดต่อ CSK Power Technology เพื่อให้วิศวกรช่วยคำนวณและให้คำแนะนำโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เรายินดีดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินจนถึงงานติดตั้งให้เรียบร้อย สามารถดูบริการเพิ่มเติมของเราได้ที่ บริการของเรา
☎️ Tel: 02-583-1441, 065-239-4655
🟢 Line: @cskpower
📬 Email: csk.powertech.office@gmail.com
📘 Facebook: ซีเอสเค เพาเวอร์ เทคโนโลยี จำกัด