ติดต่อผ่าน Email
สอบถามข้อมูลบริการ และปรึกษาฟรี

แท่งกราวด์ คืออะไร ขนาด มาตรฐาน วิธีตอก และราคาอุปกรณ์

เผยแพร่เมื่อ:
27 April 2026

แท่งกราวด์ (Ground Rod) คืออุปกรณ์ที่ใช้ฝังลงดินเพื่อเป็นจุดระบายกระแสไฟฟ้ารั่ว หรือไฟฟ้าลัดวงจรลงสู่พื้นดินโดยตรง ช่วยลดความเสี่ยงไฟดูด เพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่าง ๆ

บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแท่งกราวด์ ตั้งแต่ขนาด และมาตรฐานที่นิยมใช้ในงานระบบไฟฟ้า วิธีการตอกติดตั้งที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุด

แท่งกราวด์ คืออะไร

แท่งกราวด์เป็นแท่งโลหะที่ตอกลงสู่ดิน เพื่อสร้างการเชื่อมต่อระหว่างระบบไฟฟ้าของคุณกับพื้นดิน การเชื่อมต่อนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเกิดกระแสไฟฟ้าเกิน กระแสรั่วไหล หรือฟ้าผ่า ระบบกราวด์จะนำกระแสพิเศษเหล่านี้ลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย

ถ้าไม่มีระบบกราวด์ที่ดี เสี่ยงต่อการไฟฟ้าดูด อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย หรือแม้กระทั่งเพลิงไหม้ ดังนั้นแท่งกราวด์จึงเป็นเสมือนหัวใจหลักของระบบการป้องกันไฟฟ้าในอาคารหรือโรงงาน

จุดสำคัญ:

แท่งกราวด์นำกระแสไฟฟ้าเกิน รั่วไหล และฟ้าผ่าลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย เป็นส่วนสำคัญของระบบป้องกันไฟฟ้าสำหรับอาคารและโรงงาน

ประเภทแท่งกราวด์ที่นิยมใช้

แท่งกราวด์ (Ground Rod) มีหลายประเภท โดยเลือกใช้ตามสภาพดิน งบประมาณ และความต้องการด้านความทนทานของระบบไฟฟ้า ซึ่งประเภทที่นิยมใช้มีดังนี้

พนักงานเลือกใช้แท่งกราวด์ (Ground Rod) และอุปกรณ์ยึดจับสายไฟให้เหมาะสมกับสภาพดินและความทนทานของระบบไฟฟ้า

1. แท่งกราวด์เคลือบทองแดง (Copper Bonded)

นี่คือประเภทที่นิยมใช้มากที่สุด โดยมีแกนเหล็กทรงกลมห่อด้วยชั้นทองแดงหนา มีการนำไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม ทนต่อการกัดกร่อนของดินได้นานกว่า 50 ปี ราคาอยู่ในช่วงกลาง และเหมาะสำหรับการใช้งานส่วนใหญ่

2. แท่งกราวด์ทองแดง (Pure Copper)

ทำจากทองแดงแท้ 100% มีการนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด และทนต่อการกัดกร่อนนานที่สุด แต่ราคาค่อนข้างสูง จึงเหมาะสำหรับงานที่ต้องการคุณภาพสูงสุดหรือสภาพดินที่มีความชื้นสูงมาก

3. แท่งกราวด์สเตนเลส (Stainless Steel)

ทำจากเหล็กกล้าไม่เกิดสนิม มีความทนต่อการกัดกร่อนดี แต่การนำไฟฟ้าต่ำกว่าทองแดง ราคาถูกกว่า แต่อาจต้องใช้ขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้ได้ค่าความต้านทานที่เทียบเท่า

ขนาดมาตรฐานของแท่งกราวด์

แท่งกราวด์ที่ใช้ในงานระบบไฟฟ้ามีขนาดมาตรฐานให้เลือกตามลักษณะงานและระดับความต้องการของระบบ โดยทั่วไปจะพิจารณาทั้ง “เส้นผ่านศูนย์กลาง” และ “ความยาว” ดังนี้

เส้นผ่านศูนย์กลาง (Diameter)

  • 5/8 นิ้ว (ประมาณ 16 มม.) ขนาดที่นิยมใช้มากที่สุดในงานทั่วไป
  • 3/4 นิ้ว (ประมาณ 19 มม.) ใช้ในงานที่ต้องการความแข็งแรงและค่ากราวด์ที่ดีกว่า
  • มากกว่า 3/4 นิ้ว ใช้ในงานอุตสาหกรรมหรือระบบแรงสูงพิเศษ

ความยาว (Length)

  • 1.5 เมตร → งานทั่วไปในพื้นที่ดินดี
  • 2.4 เมตร → มาตรฐานที่นิยมใช้มากที่สุด
  • 3 เมตรขึ้นไป → ใช้ในพื้นที่ดินความต้านทานสูง หรือระบบที่ต้องการค่ากราวด์ต่ำมาก

ประสบการณ์จริงจากทีม CSK มักพบว่า ขนาดเดียวไม่สามารถใช้ได้ทุกพื้นที่ เช่น ดินบางพื้นที่แม้ใช้แท่งยาว 2.4 เมตรก็ยังได้ค่ากราวด์ไม่ผ่านมาตรฐาน ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนแท่งหรือใช้วิธีปรับปรุงดินร่วมด้วย เช่น เติมสารปรับสภาพดินหรือทำระบบกราวด์แบบหลายจุด (Ground Grid)

วิธีตอกแท่งกราวด์ให้ได้ค่าความต้านทานต่ำ

การติดตั้งแท่งกราวด์ไม่ได้สำคัญแค่ ตอกให้ลงดิน แต่ต้องทำให้ได้ ค่าความต้านทานดินต่ำ (Earth Resistance ต่ำ) เพื่อให้ระบบระบายกระแสไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางที่ใช้กันในงานจริงดังนี้

วิศวกรตรวจสอบและคำนวณค่าความต้านทานดิน (Earth Resistance) เพื่อวางแผนการตอกแท่งกราวด์ให้ระบบระบายกระแสไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. เตรียมสถานที่ตอก

เลือกพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น บริเวณใกล้คลองหรือแหล่งน้ำ ความต้านทานของดินจะต่ำกว่า ถ้าดินแห้งมาก ให้รดน้ำลงบริเวณที่จะตอกก่อนหน้า 1-2 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นพอเหมาะ

2. ตอกให้ลึก

แท่งกราวด์ควรตอกให้ลึกถึงชั้นดินที่มีความชื้นสม่ำเสมอ โดยทั่วไปนิยมใช้ความยาว 2.4–3 เมตร และตอกให้สุดความยาว หรือใช้การต่อแท่งเพิ่มความลึกในกรณีดินไม่ดี

3. ใช้เครื่องมือที่เหมาะสม

ตอกแท่งกราวด์ด้วยเครื่องตอกแท่งกราวด์เฉพาะ อย่าใช้ค้อนธรรมดาเพราะอาจทำให้หัวแท่งสึกหรอหรือแตกได้

4. ไม่ควรตัดแท่งกราวด์

หากแท่งเดียวให้ค่าไม่ผ่านมาตรฐาน สามารถเพิ่มจำนวนแท่งกราวด์ โดยวางห่างกันประมาณ 2–3 เมตร แล้วเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เพื่อลดค่าความต้านทานรวม ไม่ควรตัดแท่งกราวด์เพื่อนำมาต่อ เพราะจะทำให้ความแข็งแรงของวัสดุและประสิทธิภาพการนำไฟฟ้าลดลง

5. ใช้แท่งขนาน

หากค่าความต้านทานของแท่งเดียวยังไม่ตรงตามมาตรฐาน ให้ตอกแท่งกราวด์เพิ่มเติมแบบขนาน โดยวางห่างกันประมาณ 3-5 เมตร แล้วต่อสายกราวด์ทั้งหมดเข้าที่ตู้บาร์ วิธีนี้ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสดิน ทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจรหรือกระแสรั่วสามารถระบายลงดินได้ดีขึ้น และทำให้ค่าความต้านทานรวมของระบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหมาะสำหรับงานที่ต้องการค่ากราวด์ต่ำ เช่น โรงงานหรือระบบไฟฟ้าแรงสูง

วิธีต่อสายกราวด์กับแท่งกราวด์

การต่อสายกราวด์กับแท่งกราวด์ไม่ถูกวิธีอาจทำให้ค่าความต้านทานสูงขึ้น และลดความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าได้ วิธีที่ถูกต้องมีดังนี้

ขั้นตอนการต่อสายกราวด์เข้ากับระบบไฟฟ้าบนเสาไฟอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยและป้องกันค่าความต้านทานสูง

1. วิธี Exothermic (Thermite Welding)

เป็นวิธีการเชื่อมอย่างแข็งแกร่งโดยใช้ความร้อนเคมี ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ แต่ให้การต่อที่แข็งแรงและถาวร เหมาะสำหรับงานขนาดใหญ่ที่ต้องการคุณภาพสูง

จากประสบการณ์ทีม CSK : วิธีนี้มักถูกเลือกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือระบบไฟฟ้าแรงสูง เพราะหลังติดตั้งแล้วแทบไม่ต้องดูแลจุดต่อเพิ่มเติม แต่ต้องอาศัยช่างที่มีความชำนาญและอุปกรณ์เฉพาะทาง

2. วิธี Clamp (Mechanical Connection)

ใช้คลิปเชื่อมโลหะสเตนเลสเพื่อล็อคสายกราวด์กับแท่งกราวด์ วิธีนี้ประหยัดและง่าย แต่ต้องตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสนิมหรือการหลวม

จากประสบการณ์ทีม CSK : วิธีนี้พบได้บ่อยในงานทั่วไปหรือโครงการขนาดเล็ก แต่ในระยะยาวมักต้องกลับมาตรวจเช็กจุดต่อเป็นระยะ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เพราะมีโอกาสเกิดสนิมและค่ากราวด์เปลี่ยนแปลงได้

ข้อควรระวัง:

การต่อสายกราวด์ต้องใช้วิธีที่ถูกต้องและอุปกรณ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการต่อแบบชั่วคราว ทำความสะอาดจุดสัมผัส และยึดให้แน่น เพื่อให้ระบบมีความปลอดภัยและค่าความต้านทานต่ำ

การวัดค่าความต้านทานของกราวด์

การวัดค่าความต้านทานของกราวด์เป็นการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบสายดิน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถระบายกระแสไฟฟ้าลงดินได้อย่างปลอดภัย โดยวิธีที่นิยมใช้คือการวัดแบบ 3 ขา (Fall-of-Potential) และแบบ Clamp Meter ซึ่งเลือกใช้ตามลักษณะระบบ

ค่าความต้านทานที่ยอมรับได้โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 5–10 โอห์ม และในงานระบบสำคัญควรมีค่าต่ำกว่านี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุด อย่างไรก็ตาม ค่าที่วัดได้จะขึ้นอยู่กับสภาพดินเป็นหลัก จึงอาจต้องปรับปรุงระบบด้วยการเพิ่มแท่งกราวด์ หรือปรับสภาพดินร่วมด้วยหากค่าไม่ผ่านมาตรฐาน

ระบบกราวด์ที่สมบูรณ์ไม่ใช่แค่แท่งเดียว

แท่งกราวด์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบกราวด์ที่สมบูรณ์ จำเป็นต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ดังนี้

  • สายกราวด์: ต้องใช้ขนาดที่เหมาะสมกับกระแสในระบบ โดยทั่วไปใช้ขนาด 25-35 ตร.มม. ขึ้นไป
  • ตู้บาร์ (Grounding Bus Bar): เป็นจุดเชื่อมต่อกลางที่รวมสายกราวด์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน
  • การเชื่อมต่อระบบ: ต้องเชื่อมต่อจากตู้บาร์ไปยังตู้ MDB หม้อแปลง และส่วนโลหะอื่นๆ ของระบบไฟฟ้า
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (LPS): ที่เชื่อมต่อกับระบบกราวด์เดียวกัน

สรุป

แท่งกราวด์ (Ground Rod) เป็นอุปกรณ์สำคัญในระบบไฟฟ้าที่ช่วยระบายกระแสไฟฟ้าลงดินเพื่อเพิ่มความปลอดภัย โดยมีหลายประเภท เช่น ทองแดง เหล็กหุ้มทองแดง และสแตนเลส ซึ่งเลือกใช้ตามสภาพงานและงบประมาณ

ขนาดมาตรฐานที่นิยมคือ 5/8 นิ้ว ความยาว 2.4 เมตร โดยอาจเพิ่มจำนวนแท่งหรือความยาวตามสภาพดิน การติดตั้งต้องใช้เครื่องมือที่เหมาะสมและต่อสายกราวด์ด้วยวิธีมาตรฐาน เช่น Clamp หรือการเชื่อมแบบ Exothermic

หลังติดตั้งต้องวัดค่าความต้านทานดิน ซึ่งโดยทั่วไปควรไม่เกิน 5–10 โอห์ม หากค่าไม่ผ่านสามารถแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มแท่งกราวด์หรือปรับสภาพดิน


FAQ

 

Q1: ระบบกราวด์จำเป็นต้องมีในทุกอาคารหรือไม่?

A: จำเป็น เพราะระบบกราวด์ช่วยระบายกระแสไฟฟ้ารั่วและลดความเสี่ยงไฟดูด รวมถึงช่วยป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์ไฟฟ้า

Q2: ควรตอกแท่งกราวด์ลึกเท่าไร

A: ควรตอกให้ลึกอย่างน้อย 2.4 เมตร เพื่อให้แท่งสัมผัสกับดินชั้นชุ่มที่มีความต้านทานต่ำ ถ้าเป็นไปได้ให้ตอกลึก 3 เมตร จะได้ค่าความต้านทานต่ำลงมากขึ้น

Q3: ค่าความต้านทานกราวด์ที่ดีควรเป็นเท่าไร

A: ค่าความต้านทานกราวด์ที่ดีสำหรับอาคารสำนักงานและโรงงานทั่วไป ควรต่ำกว่า 4 โอห์ม สำหรับระบบป้องกันฟ้าผ่า ควรต่ำกว่า 1 โอห์ม

Q4: สามารถใช้แท่งกราวด์ที่ตัดแล้วได้ไหม

A: ไม่ควรตัด เพราะตามมาตรฐาน วสท. แท่งกราวด์ต้องยาวไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร การตัดออกมักทำให้ผิดมาตรฐานความปลอดภัยทันที

Q5: ต้องใช้กี่แท่งกราวด์สำหรับโรงงาน

A: จำนวนแท่งกราวด์ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงงาน ขนาดของระบบไฟฟ้า และค่าความต้านทานของดิน โดยทั่วไปโรงงานขนาดกลางมักต้องใช้ 2-4 แท่งขึ้นไป


หากสนใจบริการออกแบบและติดตั้งระบบกราวด์ที่ได้มาตรฐาน CSK พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลครบทุกขั้นตอน เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของคุณปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริการรับติดตั้งระบบป้องกันฟ้าผ่าและสายดิน


☎️ Tel: 02-583-1441, 065-239-4655

🟢 Line: @cskpower

📬 Email: csk.powertech.office@gmail.com

📘 Facebook: ซีเอสเค เพาเวอร์ เทคโนโลยี จำกัด

อ่านข่าวสารเพิ่มเติม

หากคุณเป็นวิศวกรไฟฟ้า เจ้าของโรงงาน หรือผู้บริหารสถานที่อุตสาหกรรม คุณคงเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องจัดการกับระบบไฟฟ้าแรงสูง (High Voltage)
27 April 2026
ช็อตเซอร์กิต (Short Circuit) เป็นปัญหาไฟฟ้าที่ร้ายแรงและอันตรายที่สุดอย่างหนึ่ง หากคุณเคยเห็นไฟพลิก MCB บ่อย ๆ หรือได้ยินเสียงจากตู้ไฟ นั่นอาจเป็นสัญญาณของการเกิด Short Circuit บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสาเหตุและวิธีป้องกัน
27 April 2026
แท่งกราวด์ (Ground Rod) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่คุณอาจเห็นตอกลงดินอยู่บ้านหรือโรงงานของคุณ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องแท่งกราวด์ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงรายละเอียดของการตอก มาตรฐานขนาด และราคาอุปกรณ์
27 April 2026
ถ้าคุณจัดการด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นในโรงงาน อาคารสำนักงาน หรือสถานที่ที่มีระบบไฟฟ้า คุณคงได้ยินคำว่า ระบบกราวด์ (Grounding System) มาก่อน บทความนี้จะอธิบายให้คุณเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานจนถึงการประยุกต์ใช้จริงในโครงการ
27 April 2026
การระเบิดของหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นเหตุฉุกเฉินที่ร้ายแรง สามารถทำให้เกิดการหยุดงาน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และอาจเกี่ยวข้องกับอันตรายต่อชีวิต หากคุณเป็นวิศวกรไฟฟ้า เจ้าของโรงงาน หรือเจ้าของอาคาร การรู้สาเหตุและวิธีป้องกันจะช่วยให้คุณบำรุงรักษาหม้อแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
27 April 2026
เมื่อคุณทำงานในสายงานไฟฟ้า หรือเป็นวิศวกรที่ต้องติดต่อกับผู้จัดจำหน่าย ศูนย์บริการ หรือเอกสารสเปคนำเข้า คำศัพท์ภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งที่หลีกไม่พ้น บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจคำศัพท์หม้อแปลงไฟฟ้าอย่างถูกต้อง จากชื่อเรียกทั่วไปไปถึงศัพท์เทคนิคที่ปรากฏในเอกสารประกอบสินค้า
27 April 2026